ซีรีส์เอเชียคุณภาพ 10 เรื่อง 10 แนวจาก Netflix ที่คุณอาจมองข้าม

Netflix เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมซีรีส์ระดับคุณภาพจากทั่วโลกในทุกวันนี้ก็ว่าได้ และหนึ่งในประเภทซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของช่องสตรีมชื่อดังนี้คงไม่พ้นซีรีส์จากฝั่งเอเชีย ที่หลาย ๆ เรื่องล้วนติด Top 10 คอนเทนต์ ที่มีผู้ชมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์จากเกาหลีใต้อย่าง Vagabond ,Clash Landing on You ด้านญี่ปุ่นก็ได้แก่ The Naked Director และจีนใน ปรมาจารย์ ลัทธิมาร แต่นอกจากเหล่าซีรีส์ที่ยกมานั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดเท่านั้น ใน Netflix ยังได้มีซีรีส์เอเชียคุณภาพอีกหลายเรื่อง ที่หลายคนอาจมองข้าม หรือยังไม่รู้จัก ซึ่งซีรีส์เหล่านี้ล้วนแต่สนุก ตื่นเต้น และเปี่ยมคุณภาพไม่แพ้ซีรีส์ชื่อดังหลาย ๆ เรื่องเลย ดังนั้น โพสต์นี้เราจึงขอแนะนำ  “ซีรีส์เอเชียคุณภาพ 10 เรื่อง 10 แนวจาก Netflix ที่คุณอาจมองข้าม” มาแนะนำกัน เผื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคอซีรีส์ ในช่วงกักตัวจาก โควิด-19 ในช่วงนี้

1. My Husband Won’t Fit

สัญชาติ : ญี่ปุ่น

แนว : โรแมนติก ,ดราม่า

ซีรีส์จากแดนปลาดิบที่ว่าด้วยเรื่องราวของ คุมิโกะ และเคนอิจิ สองคู่รักหนุ่มสาว ที่เริ่มคบหากันตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่เป็นเพียงนักศึกษามหาวิทยาลัย จนถึงวัยทำงาน  ชีวิตรักของทั้งคู่นั้นดูราบรื่น และปกติไม่แพ้คู่รักคู่อื่น ๆ แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของทั้งสองคือ เรื่องเซ็กซ์ เพราะว่าทั้งสองต่างพบว่าอวัยวะเพศของทั้งคู่ ไม่สามารถสอดใส่เข้าด้วยกันได้ ทำให้ตลอดเวลาที่คบกันมาทั้งสองไม่สามารถมีเซ็กซ์ ด้วยกันได้แม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ทั้งสองเลือกที่จะไม่พูดถึงปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ มีปัญหา และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ขนาดสั้น ความยาวเพียง 10 ตอน ตอนละ 30 นาทีเท่านั้น แม้ว่าพลอตเรื่องจะดูติดเรท 18+ แต่สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ต้องการนำเสนอกลับไม่ใช่ฉากเลิฟซีนชวนวาบหวิวแต่อย่างใด แต่ซีรีส์ต้องการพูดถึงบทบาทของเซ็กซ์ ที่มีต่อชีวิตคู่ของคนวัยทำงาน โดยซีรีส์สามารถนำเสนอชีวิตคู่ของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสมจริง ในขณะเดียวกันปัญหาที่ซีรีส์นำเสนอแม้จะดูโอเวอร์ และไกลตัว แต่สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากซีรีส์เรื่องนี้ไปไม่มากก็น้อยคือ ข้อคิดของการใช้ชีวิตคู่ และความโรแมนติกอบอุ่น อย่างที่เราได้รับในหนังรักญี่ปุ่นหลาย ๆ เรื่อง

2. Argon

แนว : เกาหลีใต้

ประเภท : สื่อมวลชน ,ดราม่า

ซีรีส์ที่ว่าด้วยวงการสื่อจากประเทศเกาหลี โดยซีรีส์จะเล่าเรื่องราวของ ทีมข่าวที่มีชื่อว่า อาร์กอน ที่นำทีมโดย คิมแบคจิน ผู้ประกาศข่าวหนุ่มไฟแรงที่ต้องการทำหน้าที่นักข่าว เพื่อเปิดเผยความเป็นจริงต่อประชาชน จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีนักข่าวชั่วคราวหน้าใหม่ไฟแรงอย่าง ยอนฮวา ได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกคนใหม่ของทีม อาร์กอน ด้วยฝีมือการทำข่าวอันมีไหวพริบของ ยอนฮวา ทำให้เธอได้รับการมอบหมายจาก คิมแบคจิน ให้เธอทำข่าวการเปิดโปงการทุจริตครั้งสำคัญ ที่นำมาสู่โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้ โดยพวกเขาจะต้องทำงานเพื่อหาความจริงมาสู่ประชาชน ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย จากเหล่าผู้มีอำนาจที่หวังทำลายพวกเขาเช่นกัน

Argon ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีจากเกาหลีที่อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก ส่วนหนึ่งคงเพราะที่ซีรีส์มีเนื้อหาที่ว่าด้วยสื่อมวลชน แต่หากใครที่ได้ชมซีรีส์เรื่องนี้ รับประกันได้ว่าจะติดใจตั้งแต่ตอนแรก ด้วยความที่ซีรีส์มีการดำเนินเรื่องที่เข้มข้น และสามารถสะท้อนสังคมในยุคนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ซีรีส์สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ และหน้าที่ที่ดีของสื่อผ่านตัวละครทีม อาร์กอน ออกมาได้ชัดเจน ความสนุกของซีรีส์ไม่ใช่แค่กลุ่มตัวละครคนดีที่ต่อสู้กับอำนาจมืดเท่านั้น แต่ซีรีส์ยังได้ถ่ายทอดชีวิตของคนทำงานสื่อออกมาได้สมจริง ทั้งการคัดสรรข่าวเพื่อนำมานำเสนอ การแข่งขัน ดิ้นรน เพื่อให้ตัวเองมีบทบาทในสื่อของคนผู้น้อย รวมถึงปัญหา และอุปสรรคที่สื่อในยุคนี้ต้องประสบพบเจอ ใครที่ชอบดูหนัง หรือซีรีส์แนว News Room ,The Morning Show ,Spotlight ซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้ถือว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

3. Midnight Dinner: Tokyo Stories

สัญชาติ : ญี่ปุ่น

แนว : อาหาร ,ดราม่า

อีกซีรีส์ดราม่า แสนอบอุ่นจากแดนปลาดิบ กับเรื่องราวของร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางโตเกียว ซึ่งร้านจะเปิดให้บริการหลังเที่ยงคืน จนถึงเช้าอีกวัน โดยเนื้อหาของซีรีส์ก็จะว่าด้วยผู้คนมากมายที่เดินทางมากินอาหารที่ร้านแห่งนี้ พร้อมด้วยปัญหาหนักอกหนักใจ ที่ได้มาพบกับ มาสเตอร์ผู้เป็นเจ้าของร้าน และผู้คนมากมายที่เป็นลูกค้าของร้าน ล้วนแต่ได้มาระบายปัญหา และได้รับความอบอุ่นแบบที่ร้านอาหารร้านอื่นไม่มีให้ 

ใครที่อยากหาซีรีส์ฟีลกู้ด เนื้อหาให้กำลังใจ และจบในตอน ซีรีส์เรื่องนี้ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง โดยซีรีส์เรื่องนี้ได้ถูกหยิบมาสร้างหลายต่อหลายครั้ง ทั้งฉบับหนัง และซีรีส์เมื่อปี 2009 สำหรับในเวอร์ชั่นของ Netflix ก็ยังคงความฟีลกู้ด ความอบอุ่นของร้านอาหารเที่ยงคืนได้เป็นอย่างดี ซีรีส์ได้ถ่ายทอดชีวิตของคนญี่ปุ่น ผ่านวัฒนธรรมการทานอาหาร และมีการแฝงข้อคิดสอนใจในแต่ละตอน ที่สำคัญ อาหารที่ซีรีส์ได้นำเสนอในแต่ละตอนก็ถ่ายทอดออกมาได้น่าทาน ชวนหิวมาก ๆ  ไม่แนะนำให้ดูตอนดึก ๆ หรือตอนกำลังหิว เพราะซีรีส์เรื่องนี้อาจทรมานคุณได้ไม่น้อย

4. RE: Mind

สัญชาติ : ญี่ปุ่น 

แนว : ระทึกขวัญ

ซีรีส์ระทึกขวัญจากญี่ปุ่น พลอตที่ชวนนึกถึง Saw ของเจมส์ วานน์ เป็นอย่างยิ่ง เพราะมันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กนักเรียนหญิง 12 คน ที่ตื่นขึ้นมาพบว่าพวกเธอถูกล็อคขาให้นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารในห้อง ๆ หนึ่ง โดยพวกเธอจะต้องย้อนรำลึกถึงโศกนาฏกรรม ที่พวกเธอเคยทำเอาไว้กับคนรอบข้าง และต้องเผชิญกับเรื่องสุดระทึกมากมาย ทั้งประตูที่เปิดเอง กองทัพหนู และน้ำมันที่ไหลมาจากเพดาน ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะค่อย ๆ บีบให้พวกเธอแต่ละคนสารภาพความในใจอันดำมืด ก่อนจะหายไปทีละคน ๆ 

ใครที่อยากดูซีรีส์อะไรที่ตื่นเต้น บีบอารมณ์ แต่ไม่ชอบฉากเสียวไส้ หรือเห็นเลือดเนื้ออะไรมาก เรื่องนี้น่าจะถูกใจไม่น้อย เพราะแม้พลอตซีรีส์จะมาทรง Saw แต่ซีรีส์กลับมีการดำเนินเรื่องที่ซอฟต์มาก แทบไม่มีฉากรุนแรง โหดร้ายให้เห็นเลย แต่ความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้คือบทที่ค่อย ๆ เผยด้านมืดของตัวละครออกมาได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการสะท้อนประเด็นเรื่องการ Bully ในโรงเรียน นอกจากนี้ตลอดทั้ง 12 ตอนของซีรีส์ก็ได้สับขาหลอกคนดูตลอดเวลา ใครที่ชอบดูซีรีส์ที่ตื่นเต้น มีอะไรให้ลุ้น เรื่องนี้ถือว่าไม่ควรพลาด

5. Erased 

สัญชาติ : ญี่ปุ่น

แนว : แฟนตาซี ,ดราม่า

เรื่องราวของ ซาโตรุ เด็กหนุ่มผู้มีความสามารถพิเศษที่สามารถย้อนเวลาได้ โดยทุก ๆ ครั้งที่เขาย้อนเวลา มักจะมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น ทำให้เขาต้องรับหน้าที่ขัดขวางไม่ให้เรื่องร้าย ๆ นั้นเกิดขึ้นกับผู้คน จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่ของเขาได้ถูกฆ่าตายอย่างปริศนา โดยซาโตรุได้สงสัยว่าคนร้ายอาจเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่เคยลงมือฆ่าเพื่อนผู้หญิงร่วมชั้นเดียวกันของเขาเมื่อตอนประถม ที่ยังลอยนวลมาจนถึงทุกวันนี้ เขาจึงถูกย้อนเวลากลับมายังช่วงที่ตัวเองอยู่วัยประถมอีกครั้ง เพื่อทำการหาตัวคนร้ายตัวจริง และปกป้องเหยื่อทุกคนจากฆาตกรรายนี้ให้ได้

ซีรีส์ดัดแปลงมาจากอนิเมะชื่อเดียวกัน และเคยถูกสร้างเป็นหนังแล้วเมื่อปี 2016 ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ก็ถือว่าทำออกมาได้ครบทุกอารมณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นแฟนตาซี สืบสวน และโรแมนติก ด้วยความที่ซีรีส์มีความยาวเพียง 12 Ep. ความยาว Ep. ละ 30 นาที ทำให้เนื้อหาของซีรีส์ค่อนข้างกระชับ ไม่ยืดเยื้อ และมีบทสรุปที่ลงตัว ในขณะที่ด้านเนื้อหาก็ดำเนินไปอย่างน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาตัวจริงของฆาตกร การสร้างสถานการณ์โขคร้ายต่าง ๆ ที่ทำให้เราได้ลุ้น ได้เอาใจช่วยไปกับตัวละครตลอดทั้งเรื่อง แม้ซีรีส์จะมีบทที่เดาทางค่อนข้างง่าย และช่วงท้าย ๆ ความสนุกของซีรีส์อาจแผ่วไปบ้าง แต่โดยรวมถือว่าเป็นซีรีส์ถ้าดูแล้วต้องติด และทำให้อยากดูรวดเดียวจบอย่างแน่นอน

6. Take My Brother Away

สัญชาติ : จีน

แนว : คอเมดี้ 

เรื่องราวฮา ๆ วุ่น ๆ ของสองพี่น้อง ฉือเหมี่ยว ผู้เป็นน้องสาว และฉือเฟิน ผู้เป็นพี่ชาย สองพี่น้องที่ไม่ถูกกันราวกับลิ้นกับฟัน ด้วยความที่ ฉือเฟิน เป็นคนที่มีลักษณะเป็นคนชอบกวน เรียนไม่เก่ง และชอบเอาเปรียบน้องสาวอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่ง ฉือเหมี่ยวได้ย้ายไปเรียนโรงเรียน ม.ปลายแห่งใหม่ แต่ทว่าไม่วายเธอกลับได้เรียนโรงเรียนเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย เรื่องวุ่น ๆ มากมายของสองพี่น้อง และผู้คนในโรงเรียนก็ได้เริ่มขึ้น

ซีรีส์ดัดแปลงมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าตัวซีรีส์ใน Netflix จะเป็นเวอร์ชั่นคนแสดง แต่ความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้กลับเป็นการคงความเป็นการ์ตูนไว้ได้เต็มเปี่ยม ทั้งโอเวอร์แอคติ้งของนักแสดง ที่เล่นเกินจริงราวกับดูอนิเมะอยู่ พร้อมทั้งมุขตลกต่าง ๆ ที่ซีรีส์จัดเต็มให้เราได้ขำกันตลอดทั้งเรื่อง ทั้งความกวนโอ้ยของ ฉือเฟิน ความน่ารักและใสซื่อของ ฉือเหมี่ยว รวมถึงคาแรคเตอร์เพี้ยน ๆ ของบรรดาเพื่อนร่วมชั้น ที่ทำให้ใครที่ได้ดูเป็นอันต้องหลงรักทุก ๆ ตัวละครในเรื่อง นอกจากด้านคอเมดี้ที่ทำออกมาได้สนุกแล้ว พาร์ทดราม่าของซีรีส์ก็ดีไม่แพ้กัน เพราะมันไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของพี่น้องเท่านั้น แต่ซีรีส์ยังพูดถึงเรื่องสังคม การคบเพื่อน อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น “น้อง พี่ ที่รัก” เวอร์ชั่นจีนก็ว่าได้

7. Tidying Up with Marie Kondo

สัญชาติ : ญึ่ปุ่น

แนว : สารคดี

มาเปลี่ยนอารมณ์กันบ้างกับซีรีส์แนวสารคดี สร้างแรงบันดาลใจอย่าง Tidying Up with Marie Kondo ซีรีส์ที่จะพาทุกคนไปหาแรงบันดาลใจ และไอเดียดี ๆ จากการจัดบ้าน โดย มาริเอะ คนโดะ นักเขียนชาวญี่ปุ่น เจ้าของผลงาน “ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” โดยเนื้อหาของซีรีส์จะเป็นการเดินทางไปให้คำปรึกษาในการจัดบ้านให้แต่ละครอบครัวในอเมริกา ซึ่งในซีรีส์จะพูดถึงทั้งหมด 8 ครอบครัว(แบ่งเป็นครอบครัวละตอน) พร้อมสอนวิธีการจัดบ้านต่าง ๆ โดย มาริเอะ คนโดะ ที่คนดูอย่างเรา ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง

หากใครที่ได้ดูหนัง “ฮาวทูทิ้ง ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” ไปแล้ว อาจได้เห็นหน้า และซีรีส์เรื่องนี้ของ มาริเอะ ผ่าน ๆ อยู่บ้าง เนื่องจากประเด็นของหนังดังกล่าวพูดเรื่องการจัดบ้านเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นซีรีส์ และพลอตดูจะบ้าน ๆ ธรรมดา ๆ แต่ซีรีส์เรื่องนี้กลับถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าที่คิด ด้วยความที่ทุก ๆ ตอน เราจะได้เห็นบ้านของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป พร้อมลักษณะ อุปนิสัยของแต่ละครอบครัวที่ต่างกัน ทำให้เราได้ไปสำรวจชีวิตของผู้คนผ่านสถาบันครอบครัว นอกจากนี้การสอนของ มาริเอะ ก็ถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจ เพราะทุกคำแนะนำของ มาริเอะ คนดูอย่างเรา ๆ สามารถนำมันไปปรับใช้ได้จริงในชีวิต ที่สำคัญคือสิ่งที่ได้รับจากซีรีส์ และการจัดบ้านสไตล์มาริเอะ นั้น ทำให้เราได้พบว่า แค่จัดบ้านมันก็ได้คืนความสุขบางอย่างที่เราอาจลืมไปในครอบครัว ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

8. Chief of Staff 

สัญชาติ : เกาหลีใต้

แนว : การเมือง ,ดราม่า

ซีรีส์การเมืองจากเกาหลีสุดเข้มข้น ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ จางแทจุน ชายที่จบจากโรงเรียนตำรวจ และเคยรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทว่าด้วยอำนวจของผู้พิทักษ์สันติราษฎ์นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมของเกาหลีที่เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมได้ เขาจึงหันเข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมคณะทำงานให้กับ ส.ส.ซงฮีซอบ เพื่อหวังใช้โอกาสนี้ ไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโต โดยเขาก็ได้แอบมีความสัมพันธ์ลับ ๆ กับ ส.ส.คังซอนยอง นักการเมืองสาวมากความสามารถ ที่เป็นอดีตทนายความ และผู้ประกาศข่าว โดยเธอนั้นได้ทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับ ส.ส.โจกับยอง ที่เป็นคู่แช่งคนสำคัญของ ส.ส.ซงฮีซอบ เพื่อเอาตัวรอดจากโลกของการเมือง จางแทจุน และ คังซอนยอง ต้องร่วมมือกันเพื่อก้าวเข้าสู้เส้นทางของอำนาจที่ใหญ่ขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับการหักหลัง ชิงเหลี่ยม มากมาย

ถือว่าเป็นอีกซีรีส์น้ำดีจากเกาหลีก็ว่าได้ สำหรับ Chief of Staff เพราะซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เพียงสะท้อนโลกการเมืองเกาหลีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนระบบการปกครองในโลกใบนี้ ที่คนใหญ่คนโต มักดูถูกดูแคลน ประชาชน หรือคนที่อยู่ต่ำกว่า โดยความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้ ถือว่าทำออกมาได้ดีไม่แพ้ซีรีส์แนวเดียวกันจากอเมริกาอย่าง House of Cards ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนการทำงานของผู้คนในวงการการเมืองที่สมจริง บทหนังที่น่าติดตาม แม้ว่าจะเต็มไปด้วยฉากพูดคุย และที่เป็นไฮไลท์ของซีรีส์เรื่องนี้คือ การสร้างสถานการณ์ชวนกดดันให้ตัวละครตลอดเวลา และเราจะได้เห็นวิธีการรับมือต่าง ๆ ของตัวละครที่ชาญฉลาด และเหนือชั้นมาก ๆ ใครที่ชอบซีรีส์ที่มีบทดี ๆ เนื้อหาเข้มข้น ขอแนะนำเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

9. Bad Guy: Vile City

สัญชาติ : เกาหลีใต้

แนว : แอคชั่น ,อาชญากรรม

อีกหนึ่งซีรีส์แอคชั่นฟอร์มยักษ์จากเกาหลีใต้ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ โนจินพยอง อัยการหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรง ที่ได้ย้ายเข้ามาทำหน้าที่ในเมืองแห่งหนึ่ง ที่มีการแบ่งแยกระหว่างอย่างคนรวย และคนจน พร้อมทั้งเต็มไปด้วยอาชญากรรมที่มีนักการเมืองชั้นสูงอยู่เบื้องหลัง โดย โนจินพยอง ก็ได้รู้จักกับ อูแจมุน อัยการรุ่นใหญ่ ที่ได้ตั้งทีมเล็ก ๆ เพื่อไล่ล่าอาชญากรในเมืองที่ประกอบไปด้วย เจ้าของร้านอาหารที่เป็นอดีตนักเลง เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยทุกคนมีเป้าหมายอันหนึ่งอันเดียวกันคือโค่นล้มอำนาจมืดของเมืองนี้ลง

ซีรีส์ผลงานจากทีมผู้สร้างเดียวกันกับ Bad Guy ที่มี มาดงซอก จาก Train to Busan มาร่วมแสดงนำ โดยในเรื่องนี้จะเป็นเหมือนซีรีส์ที่มีเนื้อหาเชื่อมกันอยู่บ้างเล็กน้อย สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ถือว่าทำมาเพื่อเอาใจบรรดาลูกผู้ชายโดยเฉพาะ ด้วยวิธีการถ่ายทอดที่ออกมาดิบ เถื่อน ระห่ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละครเอกเป็นผู้ชายล้วน และแต่ละคนก็มาพร้อมความเท่ ความสามารถหมัด มวย ที่เหนือกว่าคนทั่วไป และฉากแอคชั่นที่ดุเดือด ทั้งฉากยกพวกตีกันที่ทำออกได้เมามันส์ราวกับ “เรียกเขาว่าอีกา” ฉบับเกาหลีก็ว่าได้ และฉากไล่ล่าที่เล่นใหญ่ จัดหนักจัดเต็ม นอกจากนี้ซีรีส์ยังสอดแทรกประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการคอรัปชั่นของนักการเมือง มาเป็นอีกหนึ่งสีสันของเรื่อง ใครที่ชอบซีรีส์แอคชั่น อาชญากรรม มันส์ ๆ พร้อมตัวละครเท่ ๆ Bad Guy: Vile City ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

10. Nowhere Man

สัญชาติ : ไต้หวัน

แนว : อาชญากรรม ,ดราม่า

เรื่องราวของแก๊งอันธพาลกลุ่มหนึ่ง ที่นำทีมโดย อาฉวน โดยพวกเขาได้ทำงานให้กับผู้มีอิทธิพลในย่านที่พวกเขาอาศัย หน้าที่ของพวกเขาคือตามทวงหนี้ให้กับเจ้านาย ด้วยวิธีการที่ปราศจากความรุนแรง แต่ทว่าพวกเขาก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเมื่อ อาฉวน และพรรคพวกได้ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม และลักพาตัว พร้อมถูกต้องโทษประหาร จนกระทั่งหลังจากนั้นหลายปี อาฉวนได้ถูกบาดแผลในอดีตกลับมาทำร้ายอีกครั้ง พร้อมทั้งถูกขมขู่จากบุคคลลึกลับที่หวังทำร้ายครอบครัวของเขา ทำให้ อาฉวนวางแผนที่จะทำการแหกคุก เพื่อกลับสู่อิสระ และปกป้องครอบครัวของพวกเขาอีกครั้ง

เป็นซีรีส์ขนาดสั้น ที่มีควาามยาวเพียง 8 ตอน เฉลี่ยความยาวตอนละ 30-40 นาที โดยซีรีส์จะพาเราไปพบเรื่องราวของโลกอาชญากรรมของไต้หวัน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของหนังฮ่องกงยุค 90 ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกที่อยู่ในฐานะชนชั้นล่าง มีความรักเพื่อนฝูง และการต่อสู้ดิ้นรนท่ามกลางสังคมที่โหดร้าย แต่ที่เซอร์ไพรส์คือการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ด้วยการเล่าเรื่องที่หักมุม และเต็มไปด้วยปมปริศนาที่ชวนให้ติดตาม สำหรับใครที่อยากดูซีรีส์เรื่องนี้ แนะนำให้ดูรวดเดียวจบ เพราะว่าซีรีส์จะนำเสนอเหตุการณ์หลายไทม์ไลน์ และซ่อนปมปัญหามากมายในแต่ละตอน ทำให้การดูในช่วงแรก ๆ อาจทำให้งง และสับสนบ้าง แต่หากดูรวดเดียวจะทำให้คุณได้พบกับเซอร์ไพรส์ และความเข้มข้นมากมายที่ซีรีส์เรื่องนี้มอบให้ 

สำหรับซีรีส์ทั้งหมดที่แนะนำมาในลิสต์นี้ เป็นเพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ จากทั้งหมดเท่านั้น บน Netflix ยังมีคอนเทนต์จากอีกหลายสัญชาติ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ความสนุก ไม่แพ้ซีรีส์ใหญ่ ๆ ซีรีส์ดัง ๆ ที่หลายคนชื่นชอบ อย่างไรก็ตามหวังว่าซีรีส์ที่คัดมาทั้งหมดนี้หวังว่าจะเป็นการเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกในการเลือกชมซีรีส์ให้กับทุกคนได้บ้างไม่มากก็น้อย ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการชมซีรีส์ครับ

ดูหนังเพิ่มเติม : ซีรีส์เอเชียคุณภาพ 10 เรื่อง

หนังแนะนำ