Sword Master

Sword Master ดาบปราบเทวดา


หนังจีนกำลังภายในฟอร์มใหญ่ ที่หน้าหนังน่าสนใจมาก เพราะมีทั้งชื่อ เอ๋อ ตงเซิน อดีตดารายุคชอว์บราเดอร์ที่กลายมาเป็นผู้กำกับฝีมือดี (ดับแผนล่า กระสุนสั่งตาย 2012 , ใหญ่แค้นเดือด 2009 ) ฉีเคอะ มาอำนวยการสร้าง และดัดแปลงบทภาพยนตร์เองจากเรื่อ “ซาเสียวเอี้ย” อีกหนึ่งบทประพันธ์อมตะของ โกวเล้ง แต่หนังเวอร์ชั่นนี้บอกว่าไม่ได้อิงมาจากนิยาย แต่เป็นการรีเมคหนัง “ศึกล้างเจ้ายุทธจักร 1977″อีกที ซึ่งเป็นหนังที่ เอ๋อตงเซิน เคยรับบทนำในยุคแรก ๆ ที่เข้าวงการแสดง ด้วยทีมงานที่มาพร้อมชื่อเสียงที่น่าเชื่อถือ งานนี้เอ๋อ ตงเซิน เลยเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่ในบทนำทั้งสิ้น เพราะมั่นใจว่าชื่อของเขา ฉีเคอะ โกวเล้ง ก็น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนดูได้แล้ว

หนังจีนกำลังภายในฟอร์มใหญ่ ที่หน้าหนังน่าสนใจมาก เพราะมีทั้งชื่อ เอ๋อ ตงเซิน อดีตดารายุคชอว์บราเดอร์ที่กลายมาเป็นผู้กำกับฝีมือดี (ดับแผนล่า กระสุนสั่งตาย 2012 , ใหญ่แค้นเดือด 2009 ) ฉีเคอะ มาอำนวยการสร้าง และดัดแปลงบทภาพยนตร์เองจากเรื่อง “ซาเสียวเอี้ย” อีกหนึ่งบทประพันธ์อมตะของ โกวเล้ง แต่หนังเวอร์ชั่นนี้บอกว่าไม่ได้อิงมาจากนิยาย แต่เป็นการรีเมคหนัง “ศึกล้างเจ้ายุทธจักร 1977″อีกที ซึ่งเป็นหนังที่ เอ๋อตงเซิน เคยรับบทนำในยุคแรก ๆ ที่เข้าวงการแสดง ด้วยทีมงานที่น่าเชื่อถือ งานนี้เอ๋อ ตงเซิน เลยเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่ในบทนำทั้งสิ้น เพราะมั่นใจว่าชื่อของเขา ฉีเคอะ โกวเล้ง ก็น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนดูได้แล้ว

สิ่งที่ห่วงที่สุดก่อนดูคือกลัวว่าจะเป็นหนังจีนอีกเรื่องที่ใส่ซีจีแบบจี๊นจีนเข้าไปจนเลอะเทอะตามสไตล์หนังจีนฟอร์มใหญ่ในยุคหลัง ก็ต้องขอบคุณที่ “ดาบปราบเทวดา” ไม่เป็นเช่นนั้น หนังมีซีจีเยอะ เพราะเน้นถ่ายทำในสตูดิโอแล้วเซ็ตฉากขึ้นเสียมาก จึงต้องใช้ซีจีมาช่วยเนรมิตรบรรยากาศรายล้อม และต้องชื่นชมว่าทำออกมาได้สวยมาก ทำให้งานภาพที่สวยงามของ “ดาบปราบเทวดา” กลายเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่องเลย หนังมีการใช้ซีจีเสริมในฉากต่อสู้ ซึ่งบางฉากก็เห็นได้ชัดถึงความไม่แนบเนียน แต่ก็ยังดีที่ไม่ใส่แสงสีอภินิหารเข้าไปในฉากต่อสู้อย่างที่หนังจีนกำลังภายในในทีวีชอบใช้กัน ถือว่ามีการใช้ที่พองามไม่ล้นจนเกินไป

หนังเปิดเรื่องที่ตัวจอมยุทธ อี้จับซา กับภาพลักษณ์ที่ฉีกแนวจอมยุทธที่เราเคยผ่านตากันมา ใบหน้าสักลายพร้อยและอายชาโดว์ดำรอบดวงตาผมเผ้ากระเซิงดูแล้วเหมาะไปยืนบนเวทีเฮวี่เมตัล อี้จับซาเป็นจอมยุทธที่กระหายชื่อเสียงและชัยชนะ เขาตระเวนปราบจอมยุทธทั่วแผ่นดินมาหมดสิ้นแล้ว เหลือแต่เพียงซาเสียวเอี้ยคุณชายสามแห่งบ้านเทพกระบี่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในยุทธภพ ส่วนตัวซาเสียวเอี้ยนันก็เบื่อกับเหล่าจอมยุทธมากหน้าที่มาท้าประลองเพราะหวังที่จะสยบเขาเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งในยุทธจักร และยังต้องการหนีจากมู่หรงฉิวตี้ คนรักที่ถูกพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายหวังจะให้แต่งงานกันเพื่อความยิ่งใหญ่ของสองตระกูล ซาเสียวเอี้ยจึงออกข่าวว่าตัวเขาเองตายไปแล้ว และออกจากยุทธภพ ปลอมตัวเป็นอาฉีชายเร่ร่อนไปทำงานเป็นคนรับใช้ในสำนักนางโลม ที่นี่เขาได้ใกล้ชิดกับ เสี่ยวลี่(บทเดิมของ หวีอันอัน) และได้ไปพักอยู่กับครอบครัวของนาง อาฉีได้พบกับชีวิตเรียบง่ายที่สุขสงบ ได้รับความเอ็นดูจากอี้จับซา ที่ช่วยสอนเพลงดาบให้กับเขาด้วย แต่ท้ายที่สุดมู่หรงฉิวตี้ ก็ตามเขาจนพบทำให้ความแตกทุกคนรู้ว่าเขาเป็นซาเสียวเอี้ย รวมทั้งอี้จับซาด้วย ทำให้ต้องเกิดการประลองของยอดฝีมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับหนังที่ดัดแปลงจากนิยายทั่วไป มักจะผิดเพี้ยนจากต้นฉบับจนเจ้าของเรื่องแทบรับไม่ได้ “ดาบปราบเทวดา” ก็เช่นกัน เพราะเพี้ยนมาตั้งแต่หนังเวอร์ชั่นแรกแล้ว จากที่ทำการบ้านมา ทราบว่าหนังค่อนข้างเพี้ยนจากหนังสือไปมาก เหตุหนึ่งเพราะซาเสียวเอี้ยเป็นนิยายที่ยาวถึง 3 เล่มจบ ถูกลดทอนเรื่องราวให้อยู่ในหนังที่ยาว 1 ชั่วโมง 50 นาที ทำให้น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ลงรายละเอียดลึก ๆ ในหลาย ๆ จุดที่โกวเล้งพรรณาไว้ ทั้งเรื่องความเบื่อหน่ายในโลกยุทธภพของซาเสียวเอี้ย วิทยายุทธของซาเสียวเอี้ยที่ไปถึงจุดบรรลุมรรคาของกระบี่ วิชากระบี่ 13 กระบวนท่าของอี้จับซา ในหนังเล่าถึงประเด็นเหล่านี้แบบผ่าน ๆ ตลอดเรื่องเราได้ฟังเสียงร่ำลือถึงฝีมือของซาเสียวเอี้ย แต่ก็ไม่ได้เห็นซาเสียวเอี้ยโชว์ฝีมือให้เห็นเลย และที่ตัดทิ้งไปอย่างน่าเสียดายเลยคือเพลงดาบที่ 14 และ 15 ของอี้จับซาซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากในฉากประลองที่เป็นหัวใจของเรื่อง แต่หนังกลับเลือกไปเน้นเรื่องราวของพรรคสระเจ็ดดาวที่ถูกวางตัวในฐานะตัวร้ายของเรื่อง และเรื่องของสองสาวมู่หรงฉิวตี้ และเสี่ยวลี่ที่ต้องมาชิงหัวใจของซาเสียวเอี้ย ช่วงกลางเรื่องนี่เว้นระยะจากต่อสู้ไปนานก็พาเอาเกือบง่วงอยู่เหมือนกัน พอจบเรื่องราวของสระเจ็ดดาวและสองสาว หนังก็ตัดฉับมาที่ฉากประลองของอี้จับซาและซาเสียวเอี้ยแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่ฉากนี้คือไคลแมกซ์ของเรื่อง แต่กลับไร้ซึ่งการปูอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ประมาณว่าควรแก่เวลาแล้วมาถึงท้ายเรื่องแล้วนี่ให้มันสู้กันเถอะ แต่ก็ยังดีที่งานออกแบบฉากต่อสู้ของหยวนปิง ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังกำลังภายในมากว่า 30 ปี ทำฉากต่อสู้ออกมาได้สวยงามและรุนแรง

พิจารณาในด้านหนัง ถ้าไม่ต้องไปคำนึงถึงนิยายต้นฉบับ “ดาบปราบเทวดา” ถือเป็นหนังจีนกำลังภายในชั้นดีที่ห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปนานมาก ตอบสนองแฟนหนังแนวนี้ได้น่าพอใจ ดึงเสน่ห์เก่า ๆ กลับมาได้เกือบครบ ได้เห็นวิทยายุทธต่าง ๆ ที่ไม่ได้เห็นกันมานานแล้วตั้งแต่ยุคหนังจีนบนทีวีเฟื่องฟู การฟาดฟันกระบี่ วิชาตัวเบาที่วิ่งไปมาบนกำแพง การตั้งค่ายกล การใช้วิชาสกปรก สาดอาวุธลับของพรรคมาร และที่สำคัญสุดได้เห็นหน้า ฉีเส้าเฉียน ที่วันนี้ต้องมาเล่นบทพ่อ ไม่เหลือเค้า ฮุ้นปวยเอี้ยง ในอดีตซะแล้ว หนังมีอารมณ์ขันแทรกอยู่เนือง ๆ ทำให้หนังไม่ซีเรียสเกินไป แต่เวอร์ชั่นที่ผมดูเป็นซาวนด์แทร็คแล้วอ่านซับไทย แต่ถ้าดูพากย์ไทยเชื่อว่าพันธมิตรคงเพิ่มมุกให้อีกเยอะเป็นแน่

หนังแนะนำ