รีวิวหนังเกาหลี Josee | โจเซ่ (2020)

เรื่องย่อ : เรื่องราวที่ถ่ายทอดช่วงเวลาที่สดใสที่สุดของ โจเซ่ หญิงสาวพิการขาเธอประสบอุบัติเหตุบนถนน โลกของโจเซ่มีเพียงคุณยายกับหนังสือ ด้วยความที่เป็นคนพิการ ทำให้เธอท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ ด้วยหนังสือที่เธออ่าน จนเธอได้พบกับ ยองซอก มันทำให้เธอรู้สึกได้เลยถึงความเปลี่ยนแปลงและความสุขแบบใหม่ที่เธอไม่เคยเจอ ความใกล้ชิดค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้จนกลายเป็นความรัก

Nam Joo Hyuk ในบทนักศึกษาผู้รักกับสาวพิการ ในหนัง โจเซ่

รีวิวหนัง โจเซ่
นัมจูฮยอก และ ฮันจีมิน สองคนนี้ เคยพบกันมาแล้วในซีรีส์เกาหลีปี 2019 เรื่อง The Light in Your Eyes แต่ผมรู้จักเขาทั้งสองจากเรื่องอื่น นัมจูฮยอก เป็นพระเอกในซีรีส์ Start-Up ขณะที่ผมได้ดูซีรีส์ One Spring Night ที่ฮันจีมินเล่นเป็นนางเอก จะบอกว่าเหตุที่ทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้ พระนางก็มีส่วนด้วยประมาณหนึ่ง

ความสัมพันธ์ของสาวพิการกับนักศึกษาปีสุดท้าย
ผมได้ดูตัวอย่างของหนังที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของนักศึกษาปีสุดท้ายกับหญิงพิการที่รักการอ่านคู่นี้ แล้วทำให้อยากรู้เหมือนกันว่า หนังมันจะออกมายังไง หวานหรือเศร้า ชวนปาดน้ำตามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ทำได้คือการเดินเข้าโรงหนังไปดู

ชีวิตของสาวพิการขาต้องนั่งรถเข็น แถมยังเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร วันๆ อยู่กับ หนังสือที่เธออ่านขวดเหล้าที่เธอเก็บสะสม ชีวิตของเธอดำเนินไปในบ้านหลังเล็กๆ ที่เก่าและเริ่มทรุดโทรม คุณยายดำรงชีพด้วยการเก็บของเก่าขาย ส่วนอาหารการกินในบ้านนั้นเธอเป็นคนทำ

ความบังเอิญที่ทำให้ซองยอกและโจเซ่ได้เจอกัน และเพราะความมีจิตใจดีของซองยอกที่ทำให้เขาเลือกเข้าไปช่วยเหลือโจเซ่ในวันนั้น ทำให้ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้น แต่ใครจะคิดว่า นั่นจะเป็นเพราะโชคชะตา

ไม่ช้าไม่นาน เขาก็ได้พบกับเธออีกครั้ง และอีกครั้ง จนมันเริ่มจะลึกซึ้งขึ้นทุกที

นัมจูฮยอก และ ฮันจีมิน ใน โจเซ่

หญิงชายที่ดูไม่ค่อยเข้ากันนักในบางจุด แต่ต่างก็เติมเต็มให้กันได้ในบางส่วน ในระหว่างความสัมพันธ์ก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกั้นกลาง มันคลุมเครือหม่นมัวที่ซองยอกเองก็อาจจะรู้สึกไม่เข้าใจ บุคลิกอันแปลกแยกไม่เหมือนใครของโจเซ่หญิงสาวที่ค่อนข้างเก็บตัวคนนี้ เหมือนเธอจะเก็บงำความจริงบางอย่างเอาไว้ สิ่งที่เธอออกจากปาก สิ่งที่เธอคิดและจินตนาการไปไกล สิ่งไหนที่ใช่ความจริง

บวกกับชีวิตที่เขาเองได้พบเจอ ชีวิตของนักศึกษาที่เปลี่ยนผ่านกลายเป็นคนทำงานประจำ ทั้งอาจารย์ที่เคยสอน ทั้งเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน ทุกอย่างที่ผสานรวมกันเป็นเรื่องราวแวดล้อมที่ชักพาให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายของหนัง

แม้ตรงนั้นก็ยังดูคลุมเครือ ถึงเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดแต่ก็อาจไม่เข้าใจในเหตุผล

ไม่ใช่รักหวาน แต่ชวนรู้สึกขมขื่น

สิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชมก็คือ งานถ่ายภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่มีคน มองเห็นความเหงาเปล่าเปลี่ยวที่อบอวลอยู่ในนั้น ภาพในบ้านของโจเซ่ที่มืดทึม อาจไม่ต่างกับจิตใจของคนในบ้านหลังนั้น ขณะที่ นัมจูฮยอกและฮันจีมิน ต่างก็แสดงบทบาทออกมาได้ดี เพียงแต่เรื่องราวในช่วงท้ายๆ อาจจะชวนเข้าใจตัวละครได้ยากนิดนึง

หนังรักเรื่องนี้จึงไม่ใช่หนังที่จะรู้สึกหวานละมุน แต่เป็นหนังที่เดินเรื่องอย่างเนิบช้า ให้อารมณ์ที่คล้ายกันไปเกือบทั้งเรื่อง เหมือนความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เริ่มเกิด เริ่มพัฒนา ในทุกครั้งที่พวกเขาเจอกัน รสชาติของหนังแปรเปลี่ยนไปตามเวลาที่มันเดินไปถึง

หนึ่งในโปสเตอร์ของหนังเกาหลีเรื่อง โจเซ่

รีวิวซีรี่ย์เกาหลี Hotel Del Luna รอรักโรงแรมพันปี

ซีรีส์แนวโรแมนติก-แฟนตาซี ที่แฝงความลึกลับชวนติดตาม บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ จางมันวอล (รับบทโดย ไอยู) สาวสวยอารมณ์ร้าย เจ้าของ Hotel Del Luna โรงแรมที่เปิดให้บริการเฉพาะลูกค้าที่เป็น “ผี” โดยสาเหตุที่ทำให้เธอต้องอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ เนื่องจาก ในอดีตจางมันวอลเคยทำความผิดร้ายแรง ทำให้เธอถูกสาปให้และถูกขังอยู่ในโรงแรมเป็นพันปี ทางเดียวที่จะรอดพ้นจากคำสาปนี้ได้คือต้องหาคนที่ทำความผิดร้ายแรงกว่าตนเองเท่านั้น!

มันวอล แสดงโดย IU และ ชานซอง แสดงโดย ยอ จินกู

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าโรงแรม Hotel Del Luna เป็นโรงแรมลึกลับที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางย่านมยองดง อยู่ในความดูแลของเจ้าของโรงแรมสาวสวยอย่าง ‘จาง มันวอล’ (แสดงโดย ไอยู)  แต่ทว่าตึกสูงเสียดฟ้าของเธอนั้นมิได้ถูกพบเห็นได้โดยง่าย ต้องตายเท่านั้นจึงได้เข้าพัก มันคือโรงแรมสำหรับเหล่าวิญญาณที่มีไว้ให้เข้าพักระหว่างรอการเดินทางข้ามไปยังภพหน้านั่นเอง โรงแรมของเธอมีอายุมากกว่า 1300 ปี แต่มันวอลนั้นไม่ได้แก่ลงเลย เพราะเธอได้ถูกจองจำ กับต้นจันทรา ถูกกักขังให้วนเวียนในห้วงเวลารอคอยให้ถูกปลดปล่อย แม้จะถูกกักขังมานานแต่เธอก็ไม่ได้เหงาเสียทีเดียว ยังมีพนักงานรูมเซอร์วิสอย่าง ‘ชเว ซอฮี’ (แสดงโดย แบ แฮซอน) บาร์เทนเดอร์อย่าง ‘คิมซอนบี’ (แสดงโดย ชิน จองกึน) และพนักงานตอนรับหนุ่ม ‘จี ฮยอนจุง’ (แสงโดย พีโอ วง Block B) ทั้งสามนีเป็นวิญญานที่ถูกเสนอให้ทำงานเพื่อรอการไปภพหน้านั่นเอง โรงแรมได้ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานจนกระทั่งวันหนึ่งชายหัวขโมยคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกบันไดจากการวิ่งหนีการจับกุม วิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างชั่วขณะ ทำให้เขาสามารถมองเห็นโรงแรมของมันวอลได้ เขาเลือกที่จะซ่อนตัวที่โรงแรมนี้แต่กลับต้องพบกับความแปลกประหลาดที่นั่น และยังเผลอไปเด็ดดอกไม้จากต้นจันทราด้วยความไม่รู้และตั้งใจจะนำไปให้ลูกชายของเขา ‘กู ชานซอง’ แต่กลับโดนมันวอลจับได้เสียก่อน และจะฆ่าเขาเสีย ชายคนนั้นร้องขอชีวิตเพื่อจะกลับไปดูแลลูกชาย เธอจึงได้ยื่นข้อเสนอว่าคืนนี้จะปล่อยเขาไปและเขาจะต้องเลี้ยงดูลูกชายและมอบให้เธอเมื่ออายุได้ 20 ปี ชายคนนั้นจำยอมต้องรับข้อเสนอ และตื่นขึ้นมากลางโรงพยาบาลจึงคิดว่าฝัน แต่ปรากฎว่าตัวเลขในบัญชีธนาคารของเขามีจำนวนมากขึ้นซึ่งเป็นมูลค่าสำหรับการเลี้ยงดูลูกชายนั่นเอง ตอนนั้นเขาถึงได้รู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว จนเมื่อเด็กชายได้เติบโตขึ้นกลายเป็น ชานซอง ในวัย 20 ปี (แสดงโดย ยอ จินกู) เขาก็ได้รับจดหมายเชิญให้เข้าทำงานในโรงแรม Hotel Del Luna ในฐานะผู้จัดการที่เป็นมนุษย์รายต่อไปของมันวอล เรื่องราวทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้น…

มันวอลในยุคโครยอ

สำหรับเราแล้วถือเป็นพล็อตที่น่าสนใจมาก การดำเนินในช่วงครึ่งแรกนั้นจะค่อยๆ อารัมภบทเล่าถึงที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆที่อยู่ในโรงแรม รวมถึงเรื่องราวของแขกผู้เข้าพัก ที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการ วิญญาณที่มีเรื่องทุกข์ใจไม่สามารถปล่อยวางได้นั้น ทางโรงแรมก็จะมีบริการคอยบรรเทาอาการเหล่านั้นเพื่อที่แขกของพวกเขาจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เคสแต่ละเคสจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆในแต่ละตอน ดำเนินควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ของมันวอลและชานซองซึ่งเป็นคู่ที่ขิงก็รา ข่าก็แรงตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ก็ต้องแอบจิ๊ปากนิดหน่อยที่ความสัมพันธ์นั้นมีการพัฒนาได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกันชานซองก็ได้นำความสัมพันธ์อื่นๆ มาให้มันวอลอีกด้วย ในเรื่องเราจะได้เห็นอดีตของมันวอลผ่านความฝันพระเอก เป็นการตัดกลับไปอีกยุคที่เป็นแนวพีเรียดและยุคปัจจุบัน

ยมทูต

ในเรื่องพูดถึงโลกหลังตวามตายว่าไม่ใช่จุดจบ ซึ่งในหนังแนวแฟนตาซีสองโลก วิญญาณคนเป็น และคนตาย ประโยคนี้แทบจะเป็นคีย์เวิร์ดหลักในทุกเรื่อง และยังพูดถึงความอาฆาตของวิญญานแต่ละตนมีไม่เท่ากัน ตนใดที่มากหน่อยจะเรียกกันว่า ‘ผีร้าย’ เราก็คงจะเคยได้ยินจากหนังของหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะไทย ญี่ปุ่น หรือ หนังฝรั่งก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ต่างออกไปของเรื่องนี้ก็คือการปราบวิญญานที่ไม่ได้ใช้นักบุญหรือว่าหมอผีอะไรทำนองนั้น กลับเป็นวิญญานด้วยกันนี่แหละที่ช่วยกันปลอบประโลม ดึงสติด้วยกันเอง วิญญาณบางต้นคิดได้ก็กลับตัวกลับใจ ตนใดคิดไม่ได้ย่อมต้องรับเคราะห์กรรม ตรงนี้เชื่อมเรื่องกฎแห่งกรรมได้อีกหนึ่งอย่าง

และสิ่งที่ขาดไม่ได้ของซีรีย์เกาหลีก็คือความรัก ซึ่งได้ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะคู่หลัก คู่รอง แม้แต่การดำเนินเรื่อง ล้วนแต่เกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน ความห่วงหา หลายคนก็คงจะทราบจากการดูละครไทยที่เกี่ยวกับวิญญาน (มีช่วงหนึ่งที่ละครไทยทำแนวนี้เยอะมาก และ Rating ดีด้วยนะ) เพราะมันเป็นสิ่งที่เข้าถึงคนดูได้ง่ายมาก ไม่มีใครชอบการที่ต้องจากลากับคนรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกันด้วยความตาย ที่ไม่มีใครต้องการให้วันนั้นมาถึง แม้ว่าเราจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แต่เราก็ต้องพ่ายแพ้ให้ความเศร้าที่ถาโถมเข้ามาอยู่ดี

การดำเนินเรื่องในครึ่งหลังนั้นเข้มข้นกว่าครึ่งแรกมากพอสมควร การเริ่มคลายปมภูมิหลังของพนักงานที่ทำงานกับมันวอลมานับร้อยปีและรวมถึงปมของมันวอลเองก็เริ่มจะคลายออกเรื่อยๆ เรื่องราวของวิญญานตนอื่นก็มีความอาฆาตมากขึ้น ถึงกับต้องให้เทพหรือยมทูตเข้ามามีเอี่ยวบ้าง เราต้องขอชื่นชมแคสติ้งของนักแสดงสมทบที่ทำงานกันอย่างหนัก นักแสดงทุกคนทำการบ้านกันได้ดีมาก แต่ละคนก็เป็นที่รู้จักในวงการมากอีกด้วย

ยูนา แสดงโดย คัง มินา วง Gugudan และ ฮยอนจิน แสดงโดย P.O วง Block B

แต่บทที่ชอบส่วนตัวขอยกให้คุณยมทูต เพราะมีคาเรกเตอร์ที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวแต่ก็น่ารักเป็นมิตรในเวลาเดียวกัน ส่วนคู่รักเราชอบคู่ของฮยอนจุงและยูนา (แสดงโดย มินา วง Gugudan) เป็นคู่รักวัยรุ่นที่แม้ความรักจะดูเด็กๆ แต่ก็ทำให้เรื่องนี้ดูสดใสขึ้นมาก เพราะคู่เอกจะไม่ค่อยมีฉากหวานอะไรกันมากนัก เน้นห่วงใยดูแลแบบผู้ใหญ่มากกว่า ซีรีย์เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกของมินาด้วย เธอแสดงได้ค่อนข้างดี ต้องแสดงเป็น 2 บุคลิก แม้จะไม่ได้สลับกันไปมาแต่เธอก็ทำออกมาได้ชัดเจนแบบดูแล้วรู้ว่าเป็นคนละคนกันได้ แต่ก็น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่ได้คลายปมสงสัยที่มีเกี่ยวกับตัวเธอเลย เข้าใจว่าอาจจะเพราะไม่ใช่นักแสดงหลัก (แต่ก็ออกมาเกือบทุกตอนนะ) ในส่วนของบทฮยอนจุง ที่รับบทโดยพีโอ คนนี้ก็ไม่ได้มีผลงานการแสดงมากนัก พอแสดงคู่กับมินาแล้วถึงออกมาเป็นคู่ที่น่ารักมาก

อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ได้ถูกยัดมาทื่อๆก็คือคอสตูมของมันวอล เปลี่ยนทุกฉากไม่ซ้ำสักชุด และเป็นชุดที่ทำให้เธอดูโดดเด่นออกมา บางชุดก็มีความหวือหวาเล็กๆ บางชุดก็ดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางการประกอบฉาก ในทางความเห็นส่วนตัวเราว่าร่างเล็กๆ ของไอยูนั้นเหมาะกับชุดแบบนี้มากๆ เหมือนเป็นการเพิ่มอรรถรสให้กับซีรีย์ไปในตัว

ในส่วนไคลแม็กซ์ของเรื่องทำได้อย่างคาดไม่ถึงมากๆ การเรียงลำดับความสำคัญของปมจากเล็กไปใหญ่ทำให้ภาพรวมออกมาได้อารมณ์เศร้าแบบกินใจและให้ความหวังคนดูให้จินตนาการเองตามไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ดำเนินเรื่องอย่างเป็นกลางมากไม่เทไปดีหรือร้ายเสียทีเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ใครที่ชอบให้ทุกอย่างขาวสะอาดเรื่องนี้ก็อาจจะขัดใจท่านนิดหน่อย แต่นี่แหละคือสมดุลของโลก

อีกหนึ่งอย่างที่หนังใส่เข้ามาคือการเล่นกับเวลา แน่นอนว่าพอนางเอกกับพระเอกอยู่คนละยุคก็เลยสามารถใส่เข้ามาได้ แต่ก็ไม่ได้เยอะเกินงาม ส่วนมากจะเน้นเล่าเรื่องผ่านอดีตเสียมากกว่าเพราะต้องคลายปมแต่ละคนออกมา

หลังจากที่เราดูจบสามารถบอกได้ว่าเรื่องนี้นั้นเป็นแนวแฟนตาซี สยองขวัญ ไม่ใช่เรื่องผีที่มี jump scare แต่เป็นเล่าถึงโลกหลังความตาย อดีตชาติ ความมีอยู่ และการดับสูญไป ในเรื่องยังพูดถึงการมีอยู่ของวิญญานในรูปแบบอื่นด้วย ความซับซ้อนในความสัมพันธ์ถือว่าพัวพันกันในระดับที่น่าติดตามมากๆ ด้วยความที่เรื่องนี้มีเพียง 16 ตอนก็อาจจะไม่ได้คลายปมของตัวละครบางตัว แต่ตัวหลักๆ ก็สามารถเก็บได้ครบทุดเม็ด แต่ใครที่หวังความฟินแบบรักใสๆ จะไม่ค่อยมี เรื่องนี้แม้พระเอกจะอายุ 20 และนางเอกก็ดูยังสาวมากแต่ด้วยความบทบาทของทั้งไม่สามารถทำให้ออกมาในแนวนั้นได้มากนั้น นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับจึงสร้างความรักของคู่อื่นขึ้นมาด้วย เหมือนพยายามจะใส่ทุกรสเข้ามานั่นแหละ สำหรับใครที่อยู่ในอาการสูญเสียหรือเศร้าเรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก หากยิ่งเป็นคนอ่อนไหวง่ายแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการหาความรื่นเริงสักเท่าไหร่

รีวิว LINGERING (HOTEL LAKE) (2020) โรงแรมผีจอง(เวร)

รีวิว LINGERING (HOTEL LAKE) (2020) โรงแรมผีจอง(เวร)

ชื่อเรื่อง: Lingering โรงแรมผีจอง(เวร) หรือมีอีกชื่อว่า Hotel Lake
ประเภท: สยองขวัญ / ลึกลับ / ดราม่า
ผู้กำกับ : ยุนอึนคยอง
นำแสดงโดย : อีเซยอง, พัคจียอง, พัคโยอี, พัคฮโยจู, อีจูวอน, จอนซูจี
ความยาว : 101 นาที
เข้าฉาย : 20 สิงหาคม 2020

The Lingering หนังผีเรื่องใหม่จากประเทศเกาหลี โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ ยุน อึน คยอง ได้นักแสดงนำอย่าง ลี เซ ยอง,ปาร์ค จิ ยอง,ปาร์ค ฮโย จู,ปาร์คโซ อี,ลี จู วอน มาแสดงให้หนังเรื่องนี้อีกด้วย

โรงแรม ผีสาง ความอาฆาตแค้น เป็นองค์ประกอบที่เมื่อมาผนวกรวมกันน่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีออกมา เรากำลังพูดถึงหนังสยองขวัญเรื่องล่าสุดที่เข้าฉายในบ้านเรา “Lingering” หรือมีชื่อไทยว่า โรงแรมผีจอง(เวร) แม้ว่าหน้าของหนังจะดูค่อนข้างน่าสนใจและน่ากลัวไม่เบา แต่ก็แอบเสียดายที่ปรากฏว่าภาพรวมของหนังที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง และเป็นหนังผีที่มอบอารมณ์เดิมๆ ให้กับคนดูที่ไม่มีแม้สักฉากเดียวที่ชวนน่าตื่นเต้น

เรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมาโปรโมทของหนังเรื่องนี้ บอกเล่าถึง ยูมิ หญิงสาวที่เดินทางไปเยี่ยมคุณป้า คยองซัน ที่เป็นเพื่อนสนิทของแม่ เพื่อจะพาน้องสาวไปพักโรงแรมติดทะเลสาบที่อยู่นอกเมือง แต่การเข้าพักครั้งนี้กลายเป็นฝันร้ายสุดสยอง เมื่อโรงแรมนั้นมีกฎเหล็กชวนผวา 3 ข้อ 1. อย่าเงยหน้ามอง 2. อย่าเดินคนเดียว 3. อย่ายุ่งกับห้อง 405 พร้อมให้บริการความสยองระดับ 5 ดาว

รับชม LINGERING (HOTEL LAKE) โรงแรมผีจอง(เวร)  ได้ที่  หนังเอเชีย

รีวิว INTRUDER (2020) อย่าให้ยูจินเข้าบ้าน

ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญปนปริศนาลึกลับให้สืบหาความจริง เรื่องราวของ ยูจิน หญิงสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานถึง 25 ปี ก่อนที่วันดีคืนดี เธอจะกลับมาหาพี่ชายอย่าง ซอจิน และครอบครัว ในขณะที่คนอื่น ๆ ตื้นตันและดีใจกับการกลับมาของยูจิน แต่ซอจินกลับรู้สึกว่าเธอคนนี้อาจไม่ใช่น้องสาวของเขา

คังซอจิน (รับบทโดย คิมมูยอล) เป็นสถาปนิกหนุ่มดาวเด่นของบริษัท มีงานเต็มมือ เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ภรรยาเขาจากไปจากอุบัติเหตุรถชน ซึ่งเป็นคดีชนแล้วหนี หาหลักฐานไม่ได้  ตัวเขาเองก็เกิดความช็อคเสียใจ จนจำเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ชัดเจน  จึงไม่มีเบาะแสให้คดีมีความคืบหน้าใด  แต่เขาก็ยังหมกมุ่นไม่ยอมเลิกรา

เขาพา เยนา ลูกสาวย้ายกลับไปอาศัยที่บ้านพ่อแม่ เยนาถูกปิดบังเรื่องแม่ตาย รับรู้เพียงว่าไปต่างประเทศ ก็รอแล้วรอเล่า คิดถึงแม่จนซึมเศร้า จนต้องมีคนช่วยดูแล ทวีคูณความเครียดหนักให้ตัวเขา จนต้องแอบไปพบจิตแพทย์ซึ่งเป็นเพื่อนชื่อ หมอฮัน (รับบทโดย ซอฮยอนอู) เพื่อรับการบำบัดจิตบรรเทาเครียดด้วยยา และพึ่งพาวิธีสะกดจิตบ้างเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมจากความทรงจำในจิตใต้สำนึก แต่ก็ยังไม่ได้ผลใดเป็นชิ้นเป็นอัน

ภาพความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ สับสนคลุมเครือ กลายเป็นฝันร้ายของเขาบ่อยๆ  มันคือ ภาพช่วงเวลาก่อนการเกิดอุบัติเหตุที่เห็นเพียงชอตๆ และปะปนไปกับภาพหลอนฝังใจจากอดีตวัยเด็ก เมื่อ 25 ปีก่อน ในวันที่เขาทำน้องสาวหายไปที่สวนสนุกแห่งหนึ่ง  ซึ่งจดจำได้แบบเลือนลางเป็นชอตๆเช่นกัน

แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งว่า พบตัวน้องสาวของเขา ยูจิน (รับบทโดย ซงจีฮโย) ที่ไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ และพ่อแม่บุญธรรมก็เพิ่งเสียไป เธอจึงเพิ่งได้รับรู้ว่ามีครอบครัวจริงอยู่

ถึงซอจินจะรอบคอบ ขอรอผลตรวจดีเอ็นเอก่อน แต่เมื่อผลตรวจออกและถูกส่งตรงเข้าบ้าน แม่ก็รีบรับให้ยูจินย้ายเข้าทันที กลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ที่นำความสุขคืนกลับให้ครอบครัวสมบูรณ์ได้ เพราะเธอยิ้มแย้ม ใจดี ขยันขันแข็งทั้งงานบ้าน งานพยาบาลแม่ที่เป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ได้ งานพี่เลี้ยงเยนา ก็ขนาดหนูเยนายังสามารถเปลี่ยนไปเป็นเด็กสดใสร่าเริง ติดอาสาวแจเหมือนได้แม่กลับคืนมา

มีเพียงซอจินคนเดียวแหละที่รู้สึกได้ถึงความดีเกินจริงของยูจิน ตะขิดตะขวงใจน้องสาวอยู่ตลอดเวลา มาถึงจุดนี้ก็คงต้องปล่อยให้ตามลุ้นกันต่อเองแหละว่า จะเป็นความผิดปกติจากตัวยูจินเอง หรือจะเป็นความผิดปกติทางจิตของซอจินกันแน่

ว่าด้วยมู้ดโทน หนังทยอยวางความตื่นเต้นลุ้นๆไว้ค่อนข้างเยอะหลายจุด มีความน่าสนใจในการผูกเรื่อง การหักมุมเซอร์ไพรซ์ หลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปที่เพาะหน่อแห่งความสงสัยไว้ให้ผู้ชมได้เริ่มคาดเดากันไป ก็จะสลับเรื่องราวการค่อยๆขุดคุ้ยสาวความจริงให้เผยออกมา กับสร้างความกดดันของสถานการณ์ที่เผชิญ และไปพีคที่ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ที่สาดเนื้อหลายๆปมเข้ามายำรวมเรื่องกัน แต่ละประเด็นเลยไม่ค่อยได้มีเวลาส่งบทขยี้อารมณ์ให้ถึงเท่าไหร่นัก เลยเหมือนไม่มีอันไหนพีคถึงไคลแม็กซ์จริงๆจังๆสักอัน  รวมถึงวิธีการบิวท์ภาพซาวน์ให้ดูหลอนระทึกเกินหน้าเนื้อหาในบางที ทั้งๆที่ตัวเนื้อหาสำคัญเองขาดความสมจริงในหลายจุด ทำให้ภาพรวมของความระทึกขวัญเสียเสน่ห์ไปหน่อย

งานนี้ผู้เขียนจะขอข้ามการถกวิเคราะห์วิจารณ์ถึงปมเรื่องราวที่หยิบมาเล่น เพราะจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาสำคัญ แต่ขอพาดพิงไว้เล็กน้อยกับบทจบที่เป็นส่วนที่ชอบมากสุดของเรื่อง ก็คือทิ้งปริศนาเป็นปลายเปิดไว้ให้คิดกันต่อเองเพลินๆ แล้วแต่ว่าผู้ชมจะเลือกเชื่อใคร ซอจิน หรือ ยูจิน 

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูกันแบบไม่คิดอะไรเยอะ ก็ถือว่าได้ความบันเทิงดีระดับหนึ่งนะ ได้ดูความสามารถของนักแสดงดีๆ คิมมูยอลเองลงทุนลดน้ำหนักเพื่อให้เข้ากับบทคนป่วยจิต ทุกข์ตรมซึมเศร้า หุ่นเลยแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากที่ล่ำๆแน่นๆในเรื่อง The Gangster, The Cop, The Devil (2019)  ส่วน ซงจีฮโย ทั้งงานเมคอัพ คอสตูม และแอคติง ทำเธอเปลี่ยนไปจากภาพจำเมมเบอร์หลักรายการ Running Man หรือซีรีส์ Was It Love? (2020) อย่างสิ้นเชิง นานๆทีเธอจะรับงานแสดง แฟนคลับก็ตามมาเชียร์กันได้

รับชม INTRUDER (2020) อย่าให้ยูจินเข้าบ้าน ได้ที่ ดูหนังแอคชั่น

รีวิว Rugal (2020) ตำรวจกลคนเหนือมนุษย์


Rugal ตำรวจกล คนเหนือมนุษย์ ซีรีส์เกาหลี Netflix แนวแอ็กชั่นไซไฟล้ำๆ เรื่องของทีมตำรวจมนุษย์ดัดแปลงใส่อวัยวะจักรกลสุดล้ำเข้าไปในตัวจนมีพลังเหนือมนุษย์ เพื่อตามล่าล้างบางองค์กรอาชกรรมใหญ่ระดับประเทศ

ซีรีส์เกาหลีแนวแอ็กชั่นไซไฟที่ไม่ค่อยมีมาบ่อยนัก เรื่องราวของ “คังคีบอม” (Choi Jin-hyuk จาก Tunnel )คือตํารวจสายสืบชั้นยอดที่ถูกป้ายสีว่าฆาตรกรรมภรรยาของตน อีกทั้งยังโดนควักดวงตาไป โดยทั้งหมดเป็นฝีมือขององค์กรก่อการร้ายขนาดใหญ่ “อาร์โกส” ที่กุมอำนาจเส้นสายเครืออิทธิพลในเกาหลีไว้แทบทั้งหมด ในขณะที่เขาคิดว่าตัวเองสูญเสียทุกอย่างและต้องติดคุก เขากลับได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลลึกลับให้ออกจากคุกได้ พร้อมกับผ่าตัดมอบดวงตาจักรกลอัจฉริยะสุดล้ำให้ โดยแลกเปลี่ยนกับการมาร่วมทีมหน่วยงานลับ “รูกัล” ที่นำโดยอธิบดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมตำรวจยอดฝีมือที่สูญเสียอวัยวะในร่างกายมาผ่าตัดดัดแปลงใส่จักรกลเข้าไป โดยมีเป้าหมายโค่นล้มอาร์โกสให้ได้

ตัวเรื่องแม้จะมีความล้ำมาก เรียกว่าเกินอนาคตกันใกล้นี้เลยด้วยซ้ำกับอวัยวะเทียมเหนือมนุษย์ที่ทีมพระเอกผ่าตัดเปลี่ยนไว้ในร่างกายทุกคน แต่ว่าโลกของเรื่องนี้กลับอยู่ในยุคปัจจุบัน ยังใช้มือถือซัมซุงกาแลกซี่กันปกติอยู่เลย อาจจะเพราะว่าเรื่องนี้ทำมาจากการ์ตูนในเว็บตูนด้วย ทำให้ตัวเรื่องออกแนวเหมือนการ์ตูนมาก แล้วก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงของญี่ปุ่นหยั่งกะลอกกันมา ตั้งแต่มีองค์กรร้ายลึกลับใหญ่โต ตามล่าคนคนปกติ จากนั้นพระเอกก็สูญเสียจนได้รับการช่วยเหลือจากองค์ลึกลับเหมือนกัน นำมาผ่าตัดแปลงร่างให้เหนือมนุษย์กลับไปล้างแค้น แค่ยังไม่มีสัตว์ประหลาดออกมาในตอนนี้เท่านั้น แต่เรื่องก็ปูมาแพลมๆ แล้วว่าฝ่ายตัวร้ายก็มีเทคโนโลยีจักรกลฝังชิพควบคุมอะไรต่างๆ นาๆ ไว้ในคนฝ่ายตนเองเหมือนกัน ซึ่งการที่ไปเหมือนไอ้มดแดงของญี่ปุ่นนี่ก็ไม่ใช่ความผิดอะไรหรอกครับ เพราะเรื่องแนวนี้มันก็คือต้นแบบ Super Hero ของทางเอเชียดีๆ นี่เอง คนดูพร้อมจะสนุกได้ถ้าเรื่องมันดี สมเหตุผลในแบบโครงเรื่องแนวๆ Super hero นี้ แต่เรื่องนี้กลับสอบตก มีความไม่เมคเซนส์แทบทุกจุดตลอดเวลาที่เดินเรื่องตั้งแต่ 2 ตอนแรก

ความไม่เมคเซนส์ในเรื่องนี้ถ้าสาธยายคงยาวเหยียดแน่ๆ จึงขอยกตัวอย่างพอคร่าวๆ ให้ได้เห็นภาพกันก่อน เริ่มตั้งแต่ พระเอกของเราที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เมียตายติดคุกแค้นสุดๆ แต่พอมีใครก็ไม่รู้มาสอนนั่นนี่ในคุกกลับสนุกยิ้มเหมือนเด็กได้เล่นเกม ที่แค้นมานี่เหมือนลืมไปง่ายๆ แต่สักพักก็มาแค้นสุดๆ อีก จนไม่รู้ว่าตกลงนี่แค้นตามบทบอกให้แค้นเป็นจังหวะแค่นั้นใช่มั้ย แล้วการที่พระเอกแหกคุกก็เป็นอะไรที่งี่เง่ามากๆ ว่านักโทษคดีแรงขนาดนี้ ขอไปห้องน้ำผู้คุมไขกุญแจโซที่คล้องขาไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำเองหน้าตาเฉย แถมไม่มีแม้แต่การตามไปคุมอะไร จนพระเอกวิ่งหนีไปไกล จู่ๆ ก็ตัดมาให้ผู้คุมนึกได้วิ่งตามหา พร้อมกับ สบถ บัดซบ! ซึ่งคนดูก็คงคิดเหมือนกันว่าผู้คุมอะไรมันจะโง่ปานนี้ บัดซบมากๆ

เทคโนโลยีในเรื่องก็มาง่ายๆ คือมีปูไว้ว่าหมอในโรงพยาบาลวิจัยกันมานานหลายเวอร์ชั่น แต่โอโห้ นี่มันเทคโนโลยีระดับต่างดาวแล้วครับ ดวงตาของพระเอกที่มองเห็นวิเคราะห์ข้อมูลยังไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหัวหน้าพระเอกนี่แขนกลพลังช้างสาร แล้วมีเนื้อเทียมหุ้มไว้เหมือนคนเหล็กอีกต่างหาก หรือแม้แต่ความมั่วๆ ของเทคโนโลยีอย่างการถ่ายทอดภาพจากที่ไกลๆ ซึ่งก็ไม่รู้องค์กรพระเอกใช้อะไร มองเห็นเหมือนมีตาทิพย์ไปหมดทุกที่ แถมนึกจะใส่อะไรก็ใส่มางงๆ อย่างโดรนบินไปติดต้นไม้ที่นึง แต่ถ่ายภาพเหตุการณ์ไกลออกไปไม่รู้กี่กิโลได้ อธิบดีกรมตำรวจก็ไม่รู้เอางบจากไหนมาทำฐานลับใหญ่โตแบบนี้ แล้ววันๆ ไม่ทำงานทำการปกติเลยหรือไงมาเฝ้าแต่ฐาน คือคนสร้างเรื่องนี้ละทิ้งเหตุผลอะไรไปหมดแล้วจริงๆ ครับ เหมือนจะบอกว่าเรื่องมันโม้แล้ว คนดูจะมาหาเหตุผลประกอบทำไมอีกประมาณนั้น แต่ความสมเหตุผลกับเรื่องโม้แต่งแล้วเป็นยังไงก็ได้มันคนละเรื่องกัน นิยายไซไฟก็โม้กันทุกเรื่อง แต่ทำยังไงให้คนเชื่อด้วยรายละเอียดที่สมเหตุผลต่างหากคือหัวใจของเรื่องแนวไซไฟแบบนี้

ฝั่งว่าไม่สมเหตุผลแล้ว แต่อาร์โกสก็ไม่แพ้กัน แม้เรื่องวางไว้ว่าพวกนี้ยังเป็นแค่แบบแก๊งอิทธิพลใหญ่ ไม่ได้มีอะไรล้ำๆ ก็เลยใช้พวกไม้บอสบอลเป็นหลัก มีแค่บอสที่มีปืนคนเดียว (ตามที่เห็นตอนนี้) แถมนึกจะยิงลูกน้องก็ยิง ออกแนวโชว์ออฟเป็นการ์ตูนเท่ๆ ว่ายิงลูกน้องเล่นได้ ตัวบอสใหญ่เปิดมาแต่แรกแบบดูหน้าก็รู้เลยว่า “โง่” แล้วบทก็วางไว้ให้ตัวละครนี้โง่ตามนั้นจริงๆ จังๆ จนดูโอเว่อร์มาก อย่างการที่จู่ๆ ก็โกรธขับรถไล่ตามทีมพระเอกคนเดียวไม่บอกใคร ทิ้งให้ลูกน้องเป็นสิบงง แถมจะตามพระเอกไปไหนก็ยังไม่รู้เลยเหมือนขับรถไปเรื่อยๆ แล้วก็โดนหลอกเข้าแผนง่ายๆ ถึงแม้ว่าเรื่องจะวางไว้ว่าตัวร้ายจริงๆ คืออีกคน แต่มันก็ไม่สมเหตุผลด้วยประการทั้งปวงที่บอสใหญ่คนแรกขององค์กรมีนิสัยและความคิดที่เหมือนนักเลงกระจอกข้างถนนแบบนี้

อีกอย่างคือไม่รู้เรื่องนี้ตั้งใจขายหล่อสวยกันมากกว่าบทดีๆ หรือไง เพราะหลายฉากพยายามให้ดูเท่กันตลอดเวลา แถมเดินมากันเป็นทีมเหมือนวงดนตรีไอดอลดาราอะไรแบบนั้นเลย ซึ่งเราเข้าใจนะว่าซีรีส์เกาหลีต้องเน้นหล่อสวยกันจริงๆ แต่ว่ามันก็ไม่ต้องถึงขนาดใส่ฉากพวกนี้อยู่เรื่อย เอะอะเก๊กหล่อ แถมมีตัวละครที่เหมือนเด็กไม่โตในเรื่อง ทั้งๆ ที่ผ่านประสบการเฉียดตาย แล้วก็โตจนทำงานทำการได้แล้วยังติดเล่นเหมือนไม่จริงจังกับอะไร ในขณะที่ปูเรื่องว่าอาร์โกสนี่โหดสัสๆ แต่พอสู้กันจริงๆ เหมือนเตะต่อยกันธรรมดา แถมสตันท์ในเรื่องก็แย่มาก แรกๆ อาจจะดูดี แต่พอเรื่องพยายามโชว์อะไรหลายอย่าง จะมองเห็นเลยว่าไม่ลงทุนสตันท์เล่นจริงๆ จังๆ เลย อย่างฉากที่พระเอกขี่มอเตอร์ไซด์เอียงสไลด์ปาดขาฝูงตัวร้ายให้ล้ม ก็ยังจะซูมภาพเข้าไปให้เห็นว่าล้อรถไม่ได้โดนขา ตัวประกอบกระโดดข้ามหมด แล้วก็ตัดฉากมาอีกทีทำเป้นล้มร้องโอดโอย ซึ่งมันปลอมมาก ไม่ลงทุนกระทั่งฉากเบสิคง่ายๆ แบบนี้

สิ่งที่พอทำให้ทนดูไปเรื่อยๆ ได้ของเรื่องก็มีคือทีมพระเอกหรือตัวร้ายที่สวยหล่อกันหมดจริงๆ (ตัวร้ายนี่สวยระดับนางเอกเลย) ฉากในเรื่องมีความรุนแรงสูง กับการตามดูว่าพวกอุปกรณ์จักรกลในเรื่องจะมีอะไรบ้างเท่านั้น ซึ่งถ้าดูแบบไม่คิดเหตผลอะไรเลย มันก็เหมือนซีรีส์ไอ้มดแดงเวอร์ชั่นเก่าๆ ที่ไม่สมเหตุผล แต่ดูแล้วมีความสนุกอยู่ แต่บอกเลยว่าตัวซีรีส์เรื่องนี้มีปัญหาอย่างแรงไปเรื่อยๆ แน่เพราะโลกเริ่มต้นที่เป็นฐานวางไว้แย่เอาๆ ครับ ซึ่งก็คงต้องรอดูต่อไปว่าจะแย่ลงๆ หรือพอกู้คืนกลับมาได้บ้างแค่ไหน

ติดตามใน ดูหนังแอคชั่น