รีวิว IP Man 4: The Finale ปิดตำนานยิปมันไว้ได้ด้วยมาตรฐานกับสเต็ปเรื่องราวเดิมๆ

IP Man 4: The Finale ภาคสุดท้ายของหนังกังฟูชื่อดังยิปมันกับมวยหย่งชุน ที่คราวนี้ลัดฟ้าไปอเมริกาหาลูกศิษย์คนดังบรู๊ซลี ที่กลายมาเป็นอาจารย์มวยจีนที่นี่ ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องเข้ามาขัดแย้งกับทหารอเมริกาที่ไม่ต้องการให้มวยจีนแทรกเข้ามาในแผ่นดินแห่งนี้

ภาคนี้เป็นภาคสุดของยิปมันจริง แบบไม่ต้องมีค้างคาอะไรกันอีก เพราะหนังเล่าช่วงเวลาสุดท้ายของยิปมันในขณะที่เขาได้รับการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในลำคอที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ ซึ่งในขณะเดียวกันบรู๊ซลีลูกศิษย์คนดังของยิปมัน ได้ไปเปิดสอนมวยจีนในอเมริกาให้กับฝรั่ง และแปลตำราจีนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งนำความไม่พอใจมาสู่สมาคมชาวจีนหัวโบราณในอเมริกาที่ไม่อยากเผยแพร่กังฟูให้กับชาติตะวันตก แต่ยิปมันเลือกที่จะปกป้องเขา จนทำให้บรรดาอาจารย์มวยจีนในไชน่าทาวน์ไม่ยอมรับทั้งคู่

ไชน่าทาวน์

ในขณะเดียวกันลูกศิษย์ของบรู๊ซลีที่เป็นทหารก็กำลังมีปัญหากับการพยายามนำมวยจีนเข้าไปเป็นหนึ่งในหลักสูตรทหาร หลังครูฝึกคาราเต้ไม่ยอมรับจนกลายเป็นฝ่ายทหารตามมามีเรื่องถึงไซน่าทาวน์ ซึ่งยิปมันจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพราะทนเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวจีนที่นี่ไม่ได้

ส่วนอีกด้านที่ฮ่องกง ลูกชายของเขาก็เกเรไม่ยอมเรียนหนังสือ ด้วยเหตุผลว่าอยากเดินตามรอยพ่อสอนกังฟู ด้วยความรักความชอบส่วนตัวจริงๆ แต่ยิปมันกลับไม่เห็นด้วยพยายามส่งให้เขามาเรียนที่อเมริกา จนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน

จะเห็นได้ว่าหนังภาคนี้เปิดเรื่องราวดราม่าไว้หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งอาจจะเพราะเปิดเรื่องมาก็เริ่มที่อาการมะเร็งของยิปมันก่อนเลยเพื่อทำให้ผู้ชมรู้ว่าพระเอกของเราไม่เหลือเวลามากอีกแล้วในชีวิต และด้วยความที่ยิปมันเป็นมะเร็งก็เป็นตัวบีบบังคับให้เรื่องราวในภาคนี้มีแอ็กชั่นที่น้อยลงกว่าภาคก่อนๆ ไม่ได้โลดโผนอะไรมากมาย แล้วใช้ดราม่าลากดำเนินเรื่องราวให้น่าติดตามแทน จากการที่อาจารย์มวยจีนคนอื่นที่ไม่ยอมรับในความคิดที่แตกต่างของยิปมันกับบรู๊ซลี ที่เน้นสอนแพร่หลายกังฟูให้กับทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติไหน จนทำให้ยิปมันต้องเข้าไปพิสูจน์ว่ากังฟูควรจะเปิดกว้างกว่านี้กับทั้งชาวจีนหัวโบราณและฝ่ายอเมริกัน โดยผสมเรื่องราวจริงในประวัติศาสตร์เข้าไปนิดหน่อยที่ว่าทหารอเมริกามีการนำกังฟูเข้ามาเป็นหลักสูตรฝึกสอนให้กับกองทัพด้วย

อีกจุดเรื่องราวดราม่าคือการที่เขากับลูกมีปัญหาไม่เข้าใจกัน การมาที่อเมริกาในครั้งนี้ก็เป็นความหวังดีของพ่อที่อยากให้ลูกไปได้ดีกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่ แต่กลายเป็นว่าลูกชายไม่ยอมรับการกระทำของพ่อที่บีบให้เขาไปเรียนหนังสืออเมริกาโดยที่เขาบอกแล้วว่าไม่ชอบเรียนหนังสือ อยากเรียนกังฟู อยากเป็นอาจารย์มวยอย่างพ่อ ซึ่งกลายเป็นว่าที่อเมริกายิปมันกลับได้มาพบกับลูกสาวของหัวหน้าสมาคมไชน่าทาวน์ ที่ก็มีปัญหาแบบเดียวกันกับพ่อของตัวเองที่อยากให้ลูกสาวฝึกเรียนไทเก๊ก แต่เธอกลับชอบการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์มากกว่า ทำให้ยิปมันได้กลับมาหวนคิดว่าสิ่งที่พยายามให้ลูกมาเรียนต่างประเทศเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในความคิดของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงหรือไม่?

Vanda Margraf
บทโยนา ลูกสาวของหัวหน้าสมาคมชาวจีนเล่นโดยลูกครึ่งจีนเยอรมัน Vanda Margraf ที่ผลงานในเรื่องนี้เป็นการแสดงครั้งแรกของเธอด้วย ติดตามผลงานเธอได้ที่ https://www.facebook.com/vandamargraf0618/

หนังปูเรื่องราวดราม่าสองฝั่งของโลก ผ่านความพยายามโทรกลับไปหาที่บ้านตรงเวลาทุกวันของยิปมัน เพียงเพื่อหวังจะได้คุยกับลูกชาย แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง มีเพียงบ็อบเพื่อนเก่าที่ยิปมันฝากดูแลลูกมารับสายแทนเท่านั้น ซึ่งบทนี้ก็เป็นนักแสดงเจ้าเก่า Kent Cheng ที่หน้าตาเหมือนบิ๊กป้อมอย่างกับฝาแฝด ทางทีมพากย์พันธมิตรก็แอบแซวเรื่องนาฬิกาเพื่อนให้พอขำๆ ไม่ได้มีตลกอะไรนอกเรื่องมาก ทำให้ดูเสียงพากย์ไทยได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอพากย์เพี้ยนนอกเรื่องจนเสียอารมณ์ครับ

Bob
Bob ตัวฮาโดยเสียงพากย์พันธมิตร

แม้ว่าหนังจะปูดราม่าเยอะกว่าฉากแอ็กชั่นก็ตาม แต่หนังก็ใส่ฉากต่อสู้ขนาดยาวมาทดแทน ซึ่งทุกฉากก็ยังดูสนุกตื่นเต้นสวยงามด้วยคิวบู๊จากการออกแบบของหยวนวูปิงเจ้าเก่า โดยคราวนี้แบ่งให้คิวบู๊ให้กับลูกศิษย์บรู๊ซลี ที่แสดงโดย “เฉิน กั๋วคุน“ ที่ก่อนนี้ก็ได้แสดงเป็นบรู๊ซลีมาแล้วเพราะหน้าตาเขาเหมือนมากในหนัง “บรู๊ซ ลี ตำนานนักสู้สะท้านโลก” (ดูได้ผ่านเน็ตฟลิกซ์คลิกที่นี่) สำหรับในเรื่องนี้เขาได้มีซีนแสดงฝีมือตามสไตล์บรู๊ซลียาวๆ จนครบอย่างหมัด 1 นิ้ว ท่ากระโดดเตะประจำตัว หรือการใช้กระบองสองท่อนอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ว่าน่าเสียดายที่ทำออกมาแค่ฉากเดียวแล้วจบเเลย หนังใช้ตัวบรู๊ซลีเพื่อมาเปิดเรื่องให้ยิปมันมาอเมริกาเท่านั้น ยังไม่ได้เข้ามาร่วมต่อสู้หลักในเรื่องราวภาคนี้ ซึ่งก่อนดูคาดหวังว่าจะได้เห็นเขากับยิปมันได้แสดงฉากบู๊ร่วมกัน กลายเป็นผิดหวังเหมือนกันที่หนังเปิดหน้ามาด้วยเรื่องบรู๊ซลี แต่กลับกันตัวบรู๊ซลีออกจากเรื่องราวหลักไปทั้งหมด ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่าเพื่อให้บทหลักยังคงอยู่ที่ยิปมันกับช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีสักฉากใส่มาให้แฟนๆ ได้สมใจบ้างก็ยังดีครับ แต่นี่ไม่มีเลยจริงๆ

บรู๊ซลี ip man 4
บรู๊ซลีใน ip man 4

ส่วนฉากการต่อสู้ที่เหลือก็คือของ ยิปมัน vs หัวหน้าสมาคมไชน่าทาวน์ ที่เป็นอาจารย์มวยไทเก๊ก กับยิปมัน vs ครูฝึกคาราเต้ให้ทหารอเมริกา 2 คนที่เป็นเหมือนลูกน้องกับบอสใหญ่ แล้วก็พยายามย้อนกลับไปให้เหมือนฉากการต่อสู้ในภาคแรกที่ดวลกับทหารญี่ปุ่นในค่ายที่ใช้คาราเต้เหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นฝรั่ง ซึ่งก็ออกมาดุดันโหดรุนแรงกว่า แต่ฉากไฟนอลสุดท้ายก็ยังไม่ถึงขั้นดุเดือดสวยงามประทับใจแบบที่ควรจะเป็นตามชื่อภาคนี้ แค่ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเท่าภาคหลังๆ ได้อยู่เท่านั้นครับ เรียกว่าไม่ผิดหวัง แต่ไม่ได้มากกว่าที่ไม่ได้หวังอะไรไว้กับยิปมันที่ดูเหมือนจะตันๆ มาตลอดในภาคหลังๆ ซึ่งถ้าเทียบกับภาคแยกสปินออฟ Master Z ที่กำกับโดยหยวนวูปิงเอง หนังภาคนั้นทำได้ดุเดือดสวยงามและประทับใจกว่าครับ

boss ip man 4
บอสใหญ่ของเรื่อง ฉากดวลกันในค่ายทหาร

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีฉากโชว์ฝีมือของตัวร้ายรองที่ออกโรงบู๊มากว่าตัวบอสซะอีก โดยในบทเป็นผู้ฝึกสอนทหารอเมริกาที่เล่นโดย Chris Collins ที่เป็นทหารเก่าอเมริกาแล้วมาฝึกศิลปะการต่อสู้ก่อนจะมาเป็นดาราอาชีพ ทำให้ฉากต่อสู้ของเขาดูสมจริง แล้วก็ได้ปะทะกับมวยจีนหลายสำนักในไชน่าทาวน์ ก่อนจะมาเจอกับยิปมันอีกที ซึ่งแม้จะดูดุเดือดน้อยกว่าตอนสู้กับบอส แต่ด้วยความที่ฉากนี้ยิงยาวกับการต่อสู้มวยจีนหลายสำนักก่อนถึงยิปมันเป็นตัวปิด ก็ทำให้เป็นฉากที่ดูโชว์ของได้มากกว่าแค่การตัวตัวกับบอสในตอนท้ายครับ

Chris Collins
บสอรองดวลกันในไชน่าทาวน์

บทสรุปสุดท้าย IP Man 4: The Finale

ยิปมัน 4 ยังรักษามาตรฐานภาคหลังๆ ไว้ได้ ทั้งดราม่าที่ช่วยเติมเต็มเรื่องราว ซึ่งคราวนี้มีเยอะกว่าเดิมสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นลึกมาก แค่มีหลายเรื่องเข้ามาในช่วงชีวิตสุดท้ายของยิปมัน ไปพร้อมกับฉากแอ็กชั่นไม่มากแต่พอดี แล้วก็ยิงยาวให้ได้ดูนานๆ ซึ่งก็ยังคงทำได้ตามมาตรฐานความสนุกมันส์แบบที่แฟนยิปมันพอใจ แต่ถ้าถามว่าประทับใจไหมกับภาคสุดท้ายก็ยังต้องบอกว่า “ไม่ครับ” เพราะหนังยังคงสูตรเดิมมากไปตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วการที่ใส่บรู๊ซลีมาเรียกคนดู แต่กลับไม่พาไปร่วมกับเรื่องราวหลังจากตอนแรกเลย ก็รู้ว่าทีมสร้างไม่อยากให้บทนี้เด่นขึ้นมาเสมอกับยิปมันจนเกินไป ซึ่งที่จริงเป็นอะไรที่แฟนๆ อยากเห็นมากกว่าครับ ทำเอาผิดหวังไปเลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วน่าจะส่งบทเด่นให้ไปต่อที่บรู๊ซลีได้จะสวยงามกว่าที่พามาเปิดเรื่องแล้วปิดไปเงียบๆ แบบนี้ครับ

รีวิว IP Man 4: The Finale ปิดตำนานยิปมันไว้ได้ด้วยมาตรฐานกับสเต็ปเรื่องราวเดิมๆ

รีวิวหนังจีน

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

Just Only Love เคยไหมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แต่เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนคู่รัก เคยไหมลงรักใครสักคนอย่างหัวปักหัวปำ อย่างหาเหตุผลไม่ได้

เคยไหมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แต่เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนคู่รัก เคยไหมลงรักใครสักคนอย่างหัวปักหัวปำ อย่างหาเหตุผลไม่ได้ หรือเคยไหมรู้ว่าเขาไม่ได้มีใจ ก็ยังยืนยันที่จะรักเขาต่อไป

เรื่องราวพวกนี้อาจเป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ และบางคนก็เคยเจอมาในชีวิต เรื่องพวกนี้ถูกเล่าในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Just Only Love หนังรักหน่วงๆ ที่อาจทำให้เราไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีกว่า “รักคืออะไร”!?

เรื่องย่อ

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

Just Only Love หรือ 愛がなんだ (ไอ กะ นันดะ) เป็นเรื่องราวของ “เทรุโกะ ยามะดะ” (รับบทโดย Yukino Kishii) หญิงสาววัย 28 ปีคนหนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศในบริษัทแห่งหนึ่ง

เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เธอได้พบรับกับ “มาโมรุ ทานากะ” (รับบทโดย Ryo Narita) ชายหนุ่มธรรมดา ทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ทั้งคู่เจอกันในงานแต่งงานของเพื่อน สิ่งเดียวที่ยามะดะรู้สึกสะดุดตาก็คือ มือที่ดูสวยเรียวยาวของเขา ถ้าให้ถามต่อว่าแล้วมีอะไรที่เธอชอบอีก ก็แทบจะไม่มีเลย แต่ก็มารู้ตัวอีกทีว่า หลงรักเขาอย่างเต็มหัวใจ

ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ทำทุกอย่างเหมือนที่คนรักทำต่อกัน แต่ถึงอย่างนั้นมาโมรุก็ไม่เคยเปิดเผยความในใจ ไม่เคยบอกว่าอยู่ในสถานะอะไร หรืออาจจะเรียกได้ว่า เขาไม่ได้รู้สึกว่ายามาดะคือคนรักด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งมาโมรุไปตกหลุมรัก “สุมิเระ” (โนริโกะ เอกุชิ) ผู้หญิงที่ยามาดะรู้สึกว่าก็ไม่ได้สวยอะไร ติดเหล้า ติดบุหรี่ ผอมแห้ง แต่ถึงอย่างนั้นมาโมรุก็รักผู้หญิงอย่างสุดหัวใจ กลายเป็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินต่อไปโดยไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน

สถานะที่ไม่มีชื่อเรียก

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกจะดูแบบแนวหน่วงๆ หน่อยค่ะ เปิดฉากมาคนดูอย่างเราก็รู้ได้ทันทีเลยว่า ยามาดะซังกำลังก้าวขาไปสู่ความรักอันแสนเจ็บปวดเข้าให้แล้ว ฉากแรกได้ฉายถึงตอนที่ยามาดะรีบออกไปหามาโมรุที่กำลังเป็นไข้ เธอไม่ลังเลที่จะรีบไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ รีบมาทำอาหารแสนอร่อย เฝ้าดูแลให้มาโมรุ แถมยังงทำความสะอาดห้องให้ด้วย

แต่สิ่งที่ยามาดะได้รับคือ การไล่ให้กลับบ้านไปเมื่อมาโมรุรู้สึกดีขึ้นแล้ว เรื่องราวเลยเล่าย้อนถึงอดีตเมื่อตอนที่ยามาดะเจอมาโมรุครั้งแรก จนเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้น ทำทุกอย่างเหมือนแฟนเลย แต่กลับมาคิดอีกทีก็ตอบไม่ได้ว่า “เรากำลังอยู่ในฐานะอะไร” แต่ยามาดะก็มีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก แม้ไม่รู้ว่าจุดที่เธอยืนอยู่มันคืออะไร และไม่รู้ด้วยว่าเธอสำคัญแค่ไหนสำหรับมาโมรุ

ไม่มีอะไรให้น่าชอบ แต่ฉันก็ชอบแบบนี้

เรื่องราวดำเนินต่อไปจนถึงขั้นที่ยามาดะเองก็สัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายคงไม่ได้มีใจให้ และยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อวันหนึ่งมาโมรุเรียกเธอไปเจอกับ “สุมิเระ” หญิงสาวที่มาโมรุมีใจให้ นั่นอาจเป็นความเจ็บปวดที่มากที่สุดในชีวิตยามะดะ ไม่มีคำบอกลา แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ามันกลับเจ็บปวดยิ่งกว่าคำเป็นล้านคำ และมันยิ่งหน่วงเข้าไปอีกที่มาโมรุเองก็ไม่ยอมหยุดความสัมพันธ์วงจรประหลาดแบบนี้ ก็ยังไปมาหาสู่ ทำเป็นมีใจให้ยามาดะ

ส่วนยามาดะเองก็รู้อยู่แก่ใจ ก็เหมือนจะเดินออกจากความรักนี้ไม่ได้ พอมาลองนั่งนึกดูว่าชอบมาโมรุที่ตรงไหนก็หาคำตอบแถมไม่ได้เลย เจอแต่ข้อเสียมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่ไม่ได้หล่อมาก รูปร่างก็ผอมแหง ฐานะก็ไม่มั่นคง แถมเรียกนิสัยไม่ต้องพูดถึงเลย น่าจะขั้นติดลบ แต่ถึงอย่างนั้นยามาดะก็รักเขาอย่างสุดหัวใจ

“ไม่มีอะไรให้น่าชอบ แต่ฉันก็ชอบที่เขาเป็นแบบนี้”

น่าจะเหมือนกับฝั่งมาโมรุเหมือนกัน ที่ไม่ได้รู้สึกรักผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างยามาดะ แต่กลับรักผู้หญิงขั้วตรงข้ามอย่าง “สุมิเระ” อย่างสุดหัวใจ…

ไม่จำเป็นต้อง Move on

ความรักหน่วงๆ แบบนี้ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมาโมรุก็ตัดสินใจที่จะชัดเจนกับความสัมพันธ์ ด้วยการนั่งจับเข่าคุยกันกับยามาดะอย่างตรงไปตรงมา และทำในสิ่งที่เขาควรจะทำมาตั้งนานแล้วก็คือ “เลิกเจอกัน” เถอะ ถ้าเราไม่ได้รักกันแบบคนรักเลย

แต่สิ่งที่ยามาดะทำกลับไม่ใช่แบบนั้น เธอกลับบอกไปว่า “เธอไม่เคยรักมาโมรุเลย” และเธอก็พยายามทำให้มาโมรุเชื่อจริงๆ ว่า เธอไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนจริงๆ เลยนะ การกระทำที่ตรงข้ามกับหัวใจ ที่บ่งบอกความรู้สึกแท้จริงให้คนดูเข้าใจอย่างจังว่า ยามาดะรักมาโมรุอย่างแท้จริง นั่นคือการโกหก เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ หลอกตัวเองเพื่อให้ยังอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

เป็นคนอื่นก็อาจจะแนะนำให้เธอ Move on ออกจากความสัมพันธ์นี้เถอะ มาโมรุเองก็เปิดทางให้ แต่ยามาดะก็เลือกที่จะไม่ทำตามกระแสนิยม หรือ Move on ไปไหน อาจเป็นเพราะว่า ไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงอะไรมาก็ทดแทนความรักที่มีอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ มันอาจจะดีกว่า ถ้าได้เห็นเขามีความสุขพร้อมๆ กับเรายังไม่หายไปจากชีวิตเขา และเขายังไม่หลุดจากวงโคจรชีวิตเรา บางครั้งการ Move on ก็อาจเจ็บปวดกว่า “การไม่ถูกรัก”

แม้ตัวละครอย่างยามาดะซังจะชวนให้น่าหงุดหงิดปนสงสาร แต่ทุกอย่างที่ถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้สะท้อนเรื่องรางบางอย่างเกี่ยวกับความรักว่า บางทีมันก็ไม่ใช่ความรักระหว่างฉันและเธอ หรือรักแล้วต้องรักตอบ ความรักมันอาจมีหลายแง่มุม

อย่างเช่น การกระทำของยามาดะซังที่ดูแล้วอาจจะตั้งคำถากับเธอตลอดทั้งเรื่องเลยว่า ทำแบบนี้ทำไม แต่พอดูจบแล้ว มันอาจไม่มีเหตุผลอะไร มากไปกว่าคำว่า “ความรัก”…

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

รีวิวหนังญี่ปุ่น

รีวิว LAST LETTER (2020)

‘เธอสบายดีไหม ส่วนฉันสบายดี’ คือฉากจำสุดสะเทือนใจจากภาพยนตร์ Love Letter (1995) ผลงานแรกของผู้กำกับ อิวาอิ ชุนจิ และยังคงเป็นหนังคลาสสิกตลอดกาล จนกระทั่ง 25 ปีต่อมา เรากำลังจะได้อ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่ชุนจิเลือกเขียนผ่านภาพยนตร์ Last Letter ที่จะเข้าฉายในปี 2020

ระหว่างที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอยู่ที่เมืองมิยางิ เซนได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ทางต้นสังกัดก็ได้ปล่อยตัวอย่างแรกของ Last Letter ออกมาเรียกน้ำย่อย และสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามผลงานของเขามานาน ก็คงหายสงสัยเสียทีว่าชุนจิจะเล่าถึงการเขียนจดหมายอย่างไร ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงทุกคนบนโลกใบนี้

Last Letter เล่าถึงเรื่องราวของ คิชิเบโนะ ยูริ แม่บ้านที่อาศัยอยู่กับสามีและลูกสองคน เธอกลับบ้านไปร่วมงานศพของพี่สาวที่ชื่อ โทโนะ มิซากิ ซึ่งทำให้เธอได้พบกับ อายูมิ หลานสาวที่ไม่ได้เจอกันมานาน อายูมิยังคงไม่อาจทำใจยอมรับการตายของแม่ได้ เธอจึงไม่พร้อมที่จะเปิดอ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ต่างหน้า 

ยูริได้ไปงานเลี้ยงรุ่นของพี่สาวแทนเจ้าตัว เพื่อแจ้งข่าวการเสียชีวิตของมิซากิให้พวกเขาได้รับรู้ แต่ยูริกลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิซากิ และในงานเลี้ยงรุ่นนั้นเอง เธอก็ได้พบกับ โอโตซากะ เคียวชิโร นักเขียนนิยายและเป็นชายผู้เป็นรักแรกของเธอ เขาเองก็เข้าใจผิดว่าเธอคือมิซากิเช่นกัน ทั้งสองแลกข้อมูลการติดต่อกันไว้ กระทั่งวันหนึ่ง ยูริก็ได้รับข้อความจากเคียวชิโรที่ว่า “ถ้าบอกว่าตอนนี้ผมก็ยังรักคุณอยู่ จะเชื่อหรือเปล่า”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ อิวาอิ ชุนจิ กำกับและเขียนบทเอง นำแสดงโดย มัตสึ ทาคาโกะ รับบท คิชิเบโนะ ยูริ, ฮิโรเสะ ซึสึ รับบท อายูมิ และ โทโนะ มิซากิ, ฟุคุยามะ มาซาฮารุ รับบท โอโตซากะ เคียวชิโร และ คามิกิ ริวโนะสึเกะ รับบท โอโตซากะ เคียวชิโร (วัยมัธยมศึกษา)

ติดตามรับชม LAST LETTER (2020) ได้ที่ ดูหนังออนไลน์

รีวิว INTRUDER (2020) อย่าให้ยูจินเข้าบ้าน

ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญปนปริศนาลึกลับให้สืบหาความจริง เรื่องราวของ ยูจิน หญิงสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานถึง 25 ปี ก่อนที่วันดีคืนดี เธอจะกลับมาหาพี่ชายอย่าง ซอจิน และครอบครัว ในขณะที่คนอื่น ๆ ตื้นตันและดีใจกับการกลับมาของยูจิน แต่ซอจินกลับรู้สึกว่าเธอคนนี้อาจไม่ใช่น้องสาวของเขา

คังซอจิน (รับบทโดย คิมมูยอล) เป็นสถาปนิกหนุ่มดาวเด่นของบริษัท มีงานเต็มมือ เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ภรรยาเขาจากไปจากอุบัติเหตุรถชน ซึ่งเป็นคดีชนแล้วหนี หาหลักฐานไม่ได้  ตัวเขาเองก็เกิดความช็อคเสียใจ จนจำเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ชัดเจน  จึงไม่มีเบาะแสให้คดีมีความคืบหน้าใด  แต่เขาก็ยังหมกมุ่นไม่ยอมเลิกรา

เขาพา เยนา ลูกสาวย้ายกลับไปอาศัยที่บ้านพ่อแม่ เยนาถูกปิดบังเรื่องแม่ตาย รับรู้เพียงว่าไปต่างประเทศ ก็รอแล้วรอเล่า คิดถึงแม่จนซึมเศร้า จนต้องมีคนช่วยดูแล ทวีคูณความเครียดหนักให้ตัวเขา จนต้องแอบไปพบจิตแพทย์ซึ่งเป็นเพื่อนชื่อ หมอฮัน (รับบทโดย ซอฮยอนอู) เพื่อรับการบำบัดจิตบรรเทาเครียดด้วยยา และพึ่งพาวิธีสะกดจิตบ้างเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมจากความทรงจำในจิตใต้สำนึก แต่ก็ยังไม่ได้ผลใดเป็นชิ้นเป็นอัน

ภาพความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ สับสนคลุมเครือ กลายเป็นฝันร้ายของเขาบ่อยๆ  มันคือ ภาพช่วงเวลาก่อนการเกิดอุบัติเหตุที่เห็นเพียงชอตๆ และปะปนไปกับภาพหลอนฝังใจจากอดีตวัยเด็ก เมื่อ 25 ปีก่อน ในวันที่เขาทำน้องสาวหายไปที่สวนสนุกแห่งหนึ่ง  ซึ่งจดจำได้แบบเลือนลางเป็นชอตๆเช่นกัน

แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งว่า พบตัวน้องสาวของเขา ยูจิน (รับบทโดย ซงจีฮโย) ที่ไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ และพ่อแม่บุญธรรมก็เพิ่งเสียไป เธอจึงเพิ่งได้รับรู้ว่ามีครอบครัวจริงอยู่

ถึงซอจินจะรอบคอบ ขอรอผลตรวจดีเอ็นเอก่อน แต่เมื่อผลตรวจออกและถูกส่งตรงเข้าบ้าน แม่ก็รีบรับให้ยูจินย้ายเข้าทันที กลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ที่นำความสุขคืนกลับให้ครอบครัวสมบูรณ์ได้ เพราะเธอยิ้มแย้ม ใจดี ขยันขันแข็งทั้งงานบ้าน งานพยาบาลแม่ที่เป็นอัมพฤกษ์เดินไม่ได้ งานพี่เลี้ยงเยนา ก็ขนาดหนูเยนายังสามารถเปลี่ยนไปเป็นเด็กสดใสร่าเริง ติดอาสาวแจเหมือนได้แม่กลับคืนมา

มีเพียงซอจินคนเดียวแหละที่รู้สึกได้ถึงความดีเกินจริงของยูจิน ตะขิดตะขวงใจน้องสาวอยู่ตลอดเวลา มาถึงจุดนี้ก็คงต้องปล่อยให้ตามลุ้นกันต่อเองแหละว่า จะเป็นความผิดปกติจากตัวยูจินเอง หรือจะเป็นความผิดปกติทางจิตของซอจินกันแน่

ว่าด้วยมู้ดโทน หนังทยอยวางความตื่นเต้นลุ้นๆไว้ค่อนข้างเยอะหลายจุด มีความน่าสนใจในการผูกเรื่อง การหักมุมเซอร์ไพรซ์ หลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปที่เพาะหน่อแห่งความสงสัยไว้ให้ผู้ชมได้เริ่มคาดเดากันไป ก็จะสลับเรื่องราวการค่อยๆขุดคุ้ยสาวความจริงให้เผยออกมา กับสร้างความกดดันของสถานการณ์ที่เผชิญ และไปพีคที่ครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ที่สาดเนื้อหลายๆปมเข้ามายำรวมเรื่องกัน แต่ละประเด็นเลยไม่ค่อยได้มีเวลาส่งบทขยี้อารมณ์ให้ถึงเท่าไหร่นัก เลยเหมือนไม่มีอันไหนพีคถึงไคลแม็กซ์จริงๆจังๆสักอัน  รวมถึงวิธีการบิวท์ภาพซาวน์ให้ดูหลอนระทึกเกินหน้าเนื้อหาในบางที ทั้งๆที่ตัวเนื้อหาสำคัญเองขาดความสมจริงในหลายจุด ทำให้ภาพรวมของความระทึกขวัญเสียเสน่ห์ไปหน่อย

งานนี้ผู้เขียนจะขอข้ามการถกวิเคราะห์วิจารณ์ถึงปมเรื่องราวที่หยิบมาเล่น เพราะจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาสำคัญ แต่ขอพาดพิงไว้เล็กน้อยกับบทจบที่เป็นส่วนที่ชอบมากสุดของเรื่อง ก็คือทิ้งปริศนาเป็นปลายเปิดไว้ให้คิดกันต่อเองเพลินๆ แล้วแต่ว่าผู้ชมจะเลือกเชื่อใคร ซอจิน หรือ ยูจิน 

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูกันแบบไม่คิดอะไรเยอะ ก็ถือว่าได้ความบันเทิงดีระดับหนึ่งนะ ได้ดูความสามารถของนักแสดงดีๆ คิมมูยอลเองลงทุนลดน้ำหนักเพื่อให้เข้ากับบทคนป่วยจิต ทุกข์ตรมซึมเศร้า หุ่นเลยแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากที่ล่ำๆแน่นๆในเรื่อง The Gangster, The Cop, The Devil (2019)  ส่วน ซงจีฮโย ทั้งงานเมคอัพ คอสตูม และแอคติง ทำเธอเปลี่ยนไปจากภาพจำเมมเบอร์หลักรายการ Running Man หรือซีรีส์ Was It Love? (2020) อย่างสิ้นเชิง นานๆทีเธอจะรับงานแสดง แฟนคลับก็ตามมาเชียร์กันได้

รับชม INTRUDER (2020) อย่าให้ยูจินเข้าบ้าน ได้ที่ ดูหนังแอคชั่น

รีวิว กุมารทอง ราคะ – เฮี้ยน


หมวดหมู่ : สยองขวัญ / ระทึกขวัญ

ผู้กำกับ : เล บิ่ง ยาง (Le Binh Giang)

นักแสดง : กวาง ต๋วน (Quang Tuan), หว่าง เอี๊ยน จีบี (Hoang Yen Chibi ), ดิง อี ยอูง (Dinh Y Nhung), แทง ตู๋ (Thanh Tu), แทง หมี (Thanh My) ลา แทง (La Thanh)

กุมารทอง ราคะ-เฮี้ยน หนังเวียดนามสร้างจากเรื่องจริง สยองขนหัวลุกไปกับตัวอย่างแรกพร้อมใบปิดไทย
จากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของเวียดนาม สู่เรื่องราวบนจอภาพยนตร์ใน กุมารทอง ราคะ-เฮี้ยน (Kumanthong) ที่เมื่อเข้าฉายหนังเรื่องนี้ทำเงินเปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์หนังเวียดนาม

เรื่องย่อ เรื่องราวของ ซอย (หว่าง เอี๊ยน จีบี) สาวใบ้หูหนวก ที่ใช้ชีวิตอย่างสงบในหมู่บ้านใจกลางดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จนกระทั่งวันหนึ่งมีชายแปลกหน้าชื่อว่า ลลิว ฮวน (กวาง ต๋วน) มาเยือน เขาอ้างว่าตนคือ หมอผีผู้มีวิชาไสยศาสตร์กล้าแกร่ง และได้รับความเชื่อถือจากคนในหมู่บ้านทันทีที่สามารถรักษาชาวบ้านคนหนึ่งให้หายขาดจากอาการประหลาดได้อย่างปาฏิหาริย์ ฮวน ได้พบและตกหลุมรัก ซอย แต่แทนที่จะใช้วิธีเอาชนะใจแบบคนทั่วไป เขากลับเลือกทำเสน่ห์ใส่สาวอันเป็นที่รัก ถึงแม้เขาจะได้ทั้งตัวและหัวใจของเธอมาครอบครองจนได้แต่งงานกันในที่สุด แต่แล้วชีวิตคู่อันสวยงามกลับเปลี่ยนเป็นฝันร้าย เมื่อ ซอย พบว่า สามีของเธอมีอดีตอันมืดหม่นซ่อนอยู่ และเป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้น ต้องแลกกับการสละชีวิตของชาวบ้าน พร้อมกับต้องทำพิธีปลุกวิญญาณอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราอาจนึกภาพไม่ออกว่าพอพูดถึงหนังเวียดนามแล้วจะนึกถึงอะไร หน้าหนังเป็นอย่างไร เพราะเอาจริง ๆ ส่วนตัวของผมรู้สึกว่าหน้าหนังเองไม่ได้ดึงดูดขนาดนั้น อาจจะเพราะว่ามันดูเป็นหนังเกี่ยวกับไสยศาสตร์ที่หนังไทยเองก็มักจะหยิบเอามาเล่าอยู่เนือง ๆ จนซ้ำทางไปหมดแล้ว ยิ่งพอผมได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกจี๊ด ๆ พูดกันตรง ๆ คือ ผมไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับชื่อหนัง “กุมารทอง ราคะ – เฮี้ยน” ดี มันทั้งแปลก ๆ และก็รู้สึกแปร่ง ๆ ไปด้วย เรียกว่าค่อนข้างหลุดจากทฤษฎีการตั้งชื่อภาพยนตร์ที่เรามักคุ้น ๆ กันพอสมควร พอยิ่งมาผนวกกับเรื่องกุมารทอง ที่สามารถตีความได้ว่าน่าจะเป็นหนังที่หยิบเอาความเชื่อทางไสยศาสตร์ของคนมาเล่นด้วย ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไกลตัวเข้าไปใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นก็คือ

หนึ่ง แม้ว่าจะพะยี่ห้อกุมารทอง แต่มันก็ไม่ใช่หนังไทย เพราะเป็นหนังสัญชาติเวียดนามที่ได้เค้าโครงเรื่องจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในช่วงปี 1997 – 2002 ของคนทรงเจ้าที่แอบอ้างว่าสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนได้ แต่เบื้องหลังเขาคือผู้ชำนาญด้านวิชาการทำกุมารทองที่ได้จากการฆ่าข่มขืนผู้หญิง ก่อนจะตัดหัวเหยื่อแล้วใช้หม้อตุ๋นแล้วฝังศพไว้ที่หลังบ้าน จนกระทั่งภรรยาของเขาที่ใช้ชีวิตด้วยกันแบบเงียบ ๆ เป็นผู้เปิดเผยว่าสามีของเธอเป็นฆาตกร เขาจึงถูกจับกุมตัว ภายหลังตำรวจได้พบศพผู้หญิงไร้ศีรษะ 3 รายที่ฝังไว้ที่บ้านของเขาเอง

สอง คือหนังเรื่องนี้จัดจำหน่ายโดย Warner Bros. Thailand และ สาม คือกุมารทองตามความหมายของเวียดนามที่อยู่ในหนังนั้นไม่เหมือนกับกุมารทองตามความคิดของคนไทย

ที่ผมบอกว่ากุมารทองไทยไม่เหมือนกับเวียดนาม คือผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยของคนไทยเราคงนึกถึงกุมารทองในรูปแบบของ “ผีเด็ก” คือมักจะมีภาพจำคือเป็นหุ่นเด็กผมมัดจุกนุ่งโจงกระเบน (ถ้าเป็นหนังผีตลกก็มักจะเป็นกุมารทองวิ่งดุ๊กดิ๊ก ๆ) ที่คนมักนิยมเช่าบูชาแล้วเลี้ยงเสมือนลูกที่เอาไว้เฝ้าบ้านและให้โชคลาภ (แล้วก็มักจะมีเรื่องเล่าประมาณว่า บ้านไหนที่เลี้ยงกุมารทอง เวลาเจ้าของบ้านไม่อยู่ก็มักจะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเด็กเล่นกัน อะไรทำนองนี้)

แต่กุมารทองในความหมายของหนังเรื่องนี้ คือการจองจำวิญญาณหญิงท้องอ่อน ๆ เพื่อสูบกลืนวิญญาณแล้วจองจำเอาไว้เพื่อคงความเป็นอมตะ หรือเพื่อบรรลุในสิ่งที่คนทำพิธีต้องการ ซึ่งก็จะไปโยงกับเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยเหตุผลของการทำพิธีที่ต้องทำพิธีในคืนเดือนเพ็ญ ต้องวางยาสลบด้วยสารที่มาจากพืช แล้วทำการโกนขนตามร่างกายออกให้หมด จากนั้นต้องข่มขืนเพื่อทำให้หญิงผู้นั้นมีท้องอ่อน ๆ แล้วก็ทำการฆ่าทิ้งด้วยการรัดคอแล้วตัดหัว จากนั้นก็เอาหัวศพนั้นมาต้มจนเหลือแต่กะโหลก แล้วก็เอากะโหลกนั้นมาทำพิธีด้วยการสวดมนต์เพื่อสูบเอาไอวิญญาณนั้นเพื่อจองจำวิญญาณให้กลายเป็นทาส แล้วใช้วิญญาณนั้นดลบันดาลในสิ่งที่ตัวเองต้องการต่อไป

ซึ่งมันก็เลยน่าสนใจตรงที่ว่า ลลิว ฮวน นั้นมีปมฝังใจในวัยเด็กที่แม่ของเขาฆ่าตัวตาย ผนวกกับเขาได้ไปบังเอิญเจอกับแม่หมอคนหนึ่ง เขาเลยได้เรียนรู้วิชากุมารทองติดตัวมา และหวังจะใช้วิชากุมารทองเพื่อให้แม่ของเขากลับมาอีกครั้ง เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ลลิว ฮวน เริ่มมีความคิดที่จะต้องฆาตกรรมหญิงสาวเพื่อทำกุมารทอง แต่ก็ยังคงมีความลังเล เพราะว่าเกิดมีความรักใคร่ชอบพอกับซอย หญิงสาวผู้เป็นใบ้ ซึ่งตรงจุดนี้แหละที่ผมรู้สึกว่า การหยิบเอาเหตุการณ์จากข่าวจริงของฆาตกรต่อเนื่องคนแรกในประวัติศาสตร์เวียดนามมาต่อยอดนั้นทำได้เป็นอย่างดี คือเป็นการเพิ่มปูมหลังของฆาตกรให้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง มีมิติของตัวละครที่มีทั้งมุมของความรัก ความเมตตา มีเสน่ห์ ดูน่าเชื่อถือ เรียกว่าไปแค่ไปรักษาโรคให้ชาวบ้านแค่ไม่กี่ครั้งแต่ก็ได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้านในเวลารวดเร็ว รวมทั้งยังมีความอ่อนโยน รักแม่ รักเมียอยู่ในที

แต่ในคนเดียวกันก็กลับกลายเป็นฆาตกรผู้โหดเหี้ยม ที่พร้อมจะฆ่าทุกคนเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ต้องให้เครดิตกับการแสดงของพี่ กวาง ต๋วน นักแสดงชื่อดังของเวียดนาม ที่สามารถทวิสต์บทบาทจากหมอผีหนุ่มทรงเสน่ห์และสามีผู้อ่อนโยน ใจดี ให้กลายเป็นสามีใจโหด และฆาตกรใจเหี้ยมเบ็ดเสร็จได้ในคนเดียว

สิ่งที่ผมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้อีกอย่างคือการสร้างปมปัญหาให้ซอย ที่มีปัญหาพิการเป็นใบ้ ซึ่งต้องกลายเป็นคนที่ล่วงรู้ความลับดำมืดของสามีผู้เป็นหมอผี เรียกว่าการที่เธอได้อยู่กินกับสามี ทำให้เธอได้ล่วงรู้สิ่งต่าง ๆ แบบเกือบทุกซอกทุกมุม หลายครั้งเธอพยายามเข้าถึงความลับของลลิว ฮวน แต่ก็ดันบอกกับใครไม่ได้ ฟ้องตำรวจก็ไม่ได้ เพราะเธอเป็นใบ้หูหนวก ซึ่งก็คือคนพิการนั่นแหละ และเมื่อเธอเป็นคนพิการ สังคมของคนในหมู่บ้านก็ดูจะเหลียวแล และไม่พยายามจะสนใจหรือเข้าถึงคนพิการอย่างเธอไปด้วย เมื่อยามที่เธอต้องเจอเหตุการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เธอก็ไม่สามารถที่จะส่งเสียงหรือขอความช่วยเหลือใครได้เลย ซึ่งแม้ว่าเธอจะมีโอกาสเข้าถึงหลักฐานต่าง ๆ และเปิดโปงความลับในการเป็นฆาตกรต่อเนื่องของสามีกับตำรวจและชาวบ้านในหลาย ๆ ครั้ง (แถมยังเฉียดเสี่ยงตายอีกต่างหาก) แต่ด้วยอุปสรรคจากการเป็นใบ้ก็ทำให้คนในหมู่บ้านไม่สามารถเข้าใจเธอได้สักที

ซึ่งนั่นก็ส่งผลพลอยได้ ทำให้ผมเองที่เป็นคนดูก็พลอยจะอึดอัด คับข้องใจ คอยลุ้นและเอาใจช่วยซอยไปด้วย ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นความเจ๋งของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแต่สร้างคาแรกเตอร์คนใบ้หูหนวกให้กับซอยเฉย ๆ แต่ยังหยิบเอาคาแรกเตอร์นี้มาใช้เพื่อสื่อถึงความเป็น “คนนอก” ที่มักจะไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง ถูกกีดกันออกจากสังคม และมีเพียงน้อยคนที่จะเข้าใจในความรู้สึกของเธอจริง ๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับสามีของเธอที่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะได้รับความเชื่อถืออยู่ตลอด ตรงนี้ต้องให้เครดิตหนัก ๆ กับน้อง หว่าง เอี๊ยน จีบี ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ทั้งตอนตกหลุมรัก ดีใจ เสียใจ ผวากลัว หรือเสียใจผ่านสีหน้า แววตา และท่าทางออกมาได้ดีสุด ๆ แม้ว่าจะพูดไม่ได้เลยสักคำ เรียกว่าไม่เสียฟอร์มการเป็นนักแสดงและนักร้องมืออาชีพชื่อดังของเวียดนามเลยทีเดียว ที่สำคัญคือน้องน่ารักด้วยครับ แม้ว่าน้องจะได้รับบทเป็นสาวใบ้หน้าตาบ้าน ๆ แต่ความน่ารักของน้องนี่ ทะลุเมกอัปมอมแมม ๆ ขึ้นมาเลยแหละ

สนันสนุนโดย HaberPan.com ดูหนังออนไลน์ ดูหนังแอคชั่น

รีวิว พี่นาค 2

เรื่องย่อ พระบอลลูน พระเฟิร์ส แอบสึกแบบลับ ๆ ปล่อยให้พระโหน่งอยู่รับใช้ศาสนาในวัดธรรมนาคานิมิตรที่มีตำนานความสยองกับสองคู่หู เณรน็อต และ อ๊อด เด็กวัด แต่แล้ว บอลลูน และเฟิร์สก็ย้อนกลับมาที่วัดในสภาพร่อแร่ปางตาย ขอกลับมาบวชซ้ำรอบสอง หวังล้างคำสาปที่วัดแห่งนี้ไม่มีใครเคยได้สึก! ทำไมพระวัดนี้ถึงสึกไม่ได้? แล้ว 2 กะเทยเพื่อนซี้ บอลลูน เฟิร์ส จะรอดถึงวันได้ห่มผ้าเหลืองหรือไม่?

ผ่านไป 1 ปีพอดีหลังจากความสำเร็จของ พี่นาค หนังพระเป็นผีจากค่ายไฟว์สตาร์ที่ทำได้ดีขนาดกวาดรายได้ไปกว่า 150 ล้านบาททั่วประเทศ แถมยังได้ออกไปฉายต่างประเทศแบ่งปันความหลอนถ้วนทั่ว จึงไม่แปลกใจที่ไฟว์สตาร์จะให้ผู้กำกับต้นฉบับที่โตมาจากสายงานกำกับศิลป์อย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ที่เคยมีหนังผีบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี เป็นหนังแจ้งเกิดได้มาสานต่อความฮาความเฮี้ยนเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของค่าย โดยเอาปมที่หนังภาคแรกทิ้งไว้ก่อนจบว่า นอกจากตำนานเรื่องนาคไม่ได้บวชแล้วยังมีอีกตำนานนั่นคือ พระที่บวชที่วัดนี้ห้ามสึก ด้วย นอกจากนั้นถ้ามองดี ๆ ตัวผู้กำกับคงไม่ได้มีไอเดียหยุดแค่ต่อภาคสอง แต่จากที่บอลลูนบนไว้ว่าจะบวช 3 พรรษา (3 ปี) เพราะเข้าใจผิดว่าคือแค่ 3 เดือน ก็น่าจะหมายถึงพรรษาละภาคเลยนั่นล่ะ เราอาจได้เห็นพี่นาคเป็นหนังไตรภาคก็เป็นได้ ซึ่งตอนจบของ พี่นาค 2 เองก็มีฉากที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดี แถมมาแบบเหนือความคาดหมายอีกแล้ว

ทั้งนี้ตัวเอกของหนังในภาคที่แล้วอย่างงานศิลป์พิถีพิถันสร้างสรรค์บรรยากาศสะพรึงจากวัดป่า โบถส์ วิหาร ศาลเพียงตา และพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ถูกมองผ่านแว่นแห่งความสยองได้อย่างน่าจดจำนั้น ในภาคนี้ก็ลดบทบาทลงไปมาก เพราะทางผู้สร้างต้องเอาเวลาไปเทให้กับตัวละครที่มากขึ้นแบบมากกว่าภาคแรกเกินเท่าตัวได้เลย เพราะไม่เพียงเหล่าตัวละครเก่า ๆ ที่ได้กลับมากันครับครันทั้ง พระโหน่ง (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ จากละคร กรงกรรม) กับ 2 เพื่อนแต๋วอย่าง บอลลูน (เอม-วิทวัส รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด) กับ เฟิร์ส (เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ขาประจำหนังค่ายไฟว์สตาร์) ที่ยังคงหาเหาใส่หัวได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งสมทบด้วยเณรไฮเทคอย่าง เณรน็อต (ต้า-อธิวัตน์ แสงเทียน) และเด็กวัดลุกเด็กแว้นที่เลื่อนเวลมาเป็นสัปเหร่อแทนปู่อย่าง อ๊อด (ปอนด์-คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ) แล้ว

ในภาคใหม่นี้ยังสมทบจัดหนักเสริมแก๊งหลัก แก๊งรองถ้วนทั่ว อย่าง 3 เพื่อนซี้ โหน่ง บอลลูน และเฟิร์ส ก็ได้เพื่อนใหม่เป็นซุป’ตาร์เกาหลี โทมินจุน (มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร) ที่มาขอบวชแก้บนและต้องผจญซวยเพราะไม่รู้ว่าสิ่งลี้ลับที่ตามติดพวกเขาอยู่คือคำสาปเดิมของนาคนนที่ห้ามโทิมินจุนบวช หรือคำสาปของนาคใหม่ที่ห้ามบอลลูนกับเฟิร์สสึกกันแน่ ส่วนแก๊งเณรแก๊งเด็กวัดก็ได้พวกเพิ่มมาเยอะทีเดียว เสียดายว่าคาแรกเตอร์วางไว้จัดแต่ถึงเวลาจริงเราก็แทบแยกความแตกต่างของเหล่าเณรกลุ่มนี้ไม่ออก ไม่ว่าจะ เณรกู๊ด สายหน้ามึน เณรบอม สายบ้าพลัง เณรคิดดี สายโลกสวย ส่วนแก๊งเด็กวัดของอ๊อดก็ได้ลูกไล่เพิ่มอย่าง ฟ้าลั่น เด็กวัดสายป่วน กับ เจ ลูกครึ่งสายซ่อม ซึ่งที่ว่ามานี้ตัดออกเกินครึ่งได้เลยแบบไม่มีผลอะไรกับหนัง แต่ที่โดดเด่นสุดในกลุ่มตัวละครใหม่ภาคนี้ก็คงต้องยกให้ผีนาคตนใหม่อย่าง อ้ายสน (ธามไท แพลงศิลป์) ที่แสดงได้เข้มและเมกอัปผีได้โหดไม่แพ้พระนนในภาคแรกเลย เสียดายก็แค่พอหนังต้องกระจายบทไปให้ตัวละครที่มากขึ้น เวลาผีไทม์เลยน้อยลงแถมไม่ค่อยมีเวลาบิ้วแบบภาคแรกที่มาเป็นขบวนแห่นาคไร้หัว ในภาคนี้เปิดตัวมาดูดีด้วยแฟลชแบ็กที่ตามฆ่าอดีตพระตายคาขบวนแห่ แต่พอถึงเวลาหลอกจริงกับกลุ่มตัวเอกกลับธรรมดามากไปหน่อย เทียบกับตอนนาคนนสิงบอลลูนในภาคแรกแบบเทียบไม่ติดเลย

ปัญหาใหญ่ของหนังก็มาจากการวางโครงเรื่องมาดี คิดเฉลยคิดฉากจบมาพร้อม แต่ต้องมายำตัวละครและด้นสดระหว่างทางเพื่อพากลุ่มตัวละครไปสู่ตอนจบที่ตั้งใจไว้มากไปหน่อย ทำให้กลุ่มโครงสร้างเนื้อเรื่องแกว่งไปมาเดี๋ยวดราม่าแรง เดี๋ยวตลก เดี๋ยวผี แบบไม่ค่อยไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะซีนดราม่าทั้งหลายมาแบบเด่นเด้งไม่สนใจฉากก่อนหน้าและที่จะตามมาเลยจนรู้สึกหนังคิดรายละเอียดบทมายังไม่เนี้ยบพอ แต่พอโครงสร้างของหนังที่เป็นพลอตใหญ่เริ่มทำงานในช่วงหลังมีการเฉลยนั่นนี่แล้วก็เริ่มดูสนุกขึ้น ดูน่าตื่นเต้นกับเรื่องราวผูกโยงอดีตชาติ แถมยังมีคำสอนต่าง ๆ อิงไปนาคในพระพุทธศาสนาอีก ตรงนี้ประทับใจเลยล่ะ แต่ก็นั่นล่ะถ้าทีมสร้างไม่เร่งทำหนังชนปีต่อปีขนาดนี้ น่าจะมีเวลาเกลาตัวละครและบทบิ้วต่าง ๆ ช่วงแรกได้เยี่ยมกว่านี้ มีคัตการแสดงที่งง ๆ เคมีไม่ล้นก็ขาดน้อยกว่านี้

ความตลกของหนังก็มาจากมุกสถานการณ์บ้างอย่างช็อตเจอสิงสาราสัตว์เป็นต้น แต่ที่ทำงานเอาจริง ๆ และรู้สึกตลกธรรมชาติกว่ามากคือการแสดงแบบเป็นตัวเองของ เอม ตามใจตุ๊ด เสียมากกว่า ฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตชาติให้ทุกคนฟังคือสนุกมาก เสียดายที่หนังมีอะไรที่ลงตัวพอดีแบบนี้น้อยไปหน่อย แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเอาฮาเอาข้อคิดได้บ้าง และก็ต่อยอดตัวเองได้น่าสนใจ ถ้ามีโอกาสได้ทำภาคต่อไปก็ไม่แปลกใจล่ะนะ เพราะในธีมพระเป็นผีนี่แฟรนไชส์เรื่องนี้เป็นเจ้าตลาดไปเรียบร้อยแล้ว

สนับสนุนโดย HaberPan.com ดูหนังแอคชั่น

รีวิว ปิดป่าหลอน


ความงาม ที่นิยามได้มากกว่าคำว่า ‘อาถรรพ์’
อย่าลองดี หากคุณไม่รู้จักมันดีพอ !!!

แนว: สยองขวัญ | ระทึกขวัญ

นำแสดง: ชาลี ปอทเจส, วรชัย ศิริคงสุวรรณ, นพรุจ แย้มขะมัง, พรหมพร พรหมมาภิรมย์, นาตาชา มณีสุวรรณ์

กำกับ: กรภัทร์ ทั่งศรี

รีวิว ปิดป่าหลอน

เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนนักศึกษาที่ถูกท้าทายจากรุ่นพี่ให้เข้าไปผจญภัยในป่าที่ถูกปิดเพราะมีการฆาตกรรมกันเกิดขึ้น เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้เข้าไปก็ถูกฆ่าตายทีละคนโดยไม่รู้สาเหตุและฆาตกร ผู้ที่รอดต่างอยู่ด้วยกันอย่างหวาดผวาและระแวงกันเอง

ปิดป่าหลอน

‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ คือสุภาษิตที่เกิดขึ้นในทุก ๆ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักศึกษาที่มีเลือดของความคึกคะนองอันเปี่ยมล้น ใครเลยจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นจากการท้าทายของรุ่นพี่ที่ต้องการวัดความเป็นผู้กล้าของรุ่นน้องในวันนั้น จะนำพามาซึ่งความสูญเสียและความสยองขวัญในวันถัดมา

โจ เปี๊ยก อ๊อด ออย เอ จูน แป้งร่ำ และกีต้าร์ ลงสมัครเข้าป่าต้องห้ามตามคำท้าของกลุ่มรุ่นพี่ ทว่าเมื่อวันเดินทางมาถึงโจกลับยกเลิกการเดินทางเนื่องจากแม่ไม่อนุญาต และมีเบิ้มผู้เป็นรุ่นพี่ที่เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งแปดชีวิตเดินทางโดยรถไฟเพื่อไปพบกับนายพรานมากฝีมือและผู้ช่วยนามว่าแซมที่สถานีรถไฟ ก่อนจะเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่านั้นทั้งสิบชีวิตได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่รางรถไฟ ซึ่งในการถ่ายภาพในครั้งนี้ทุกคนเป็นผู้เลือกตำแหน่งการยืนด้วยตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าการยืนเรียงลำดับเพื่อถ่ายภาพร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นการถ่ายภาพร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย และพวกเขาทั้งสิบได้กำหนดทิศทางชีวิตของตัวเองเอาไว้แล้ว

ปิดป่าหลอน

เสียงฝีเท้าสิบคู่เหยียบย่ำลงบนใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงของฝูงวิหกที่บินคล้อยเคลื่อนผ่านทิวเมฆสีเทาเพื่อกลับรัง กิ่งไม้ใหญ่พลิ้วไหวหยอกเอินกับสายลมพัดเอื่อยในยามอาทิตย์อัสดงช่างงดงามและมีมนตร์ขลัง พาให้กลุ่มผู้มาเยือนเพลิดเพลินจนหลงลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน ทว่าภายใต้แนวป่ารกทึบอันอุดมไปด้วยแมกไม้สูงใหญ่นานาพรรณแห่งนี้ ยังมีบางสิ่งเฝ้ามองและติดตามคุณไปทุกย่างก้าว เงามืดที่กางปีกรอคอยมอบประสบการณ์ขวัญผวาให้แก่แขกไม่ได้รับเชิญอย่างสาสม

ติดตาม HaberPan.comดูหนังออนไลน์ ดูหนังฟรี ได้ที่ เว็บดูหนังออนไลน์ HD Movie2uFree

รีวิว Low Season สุขสันต์วันโสด


รีวิวหนัง Low Season สุขสันต์วันโสด อาจเป็น หนังรัก ที่หลายคนอาจมองข้าม อาจเป็นเพราะชื่อของผู้กำกับอย่าง นฤบดี เวชกรรม ที่สร้างผลงาน หนังผี หนังฮาๆ อย่าง สาระแนห้าวเป้ง สาระแนสิบล้อ และ สาระแนเห็นผี แต่ทว่าหลายคนอาจคิดผิด เพราะบอกเลยว่า หนังรักตลก คอมเมดี้ เรื่องนี้กลับดีกว่าที่คิด!!!

รีวิวหนัง Low Season สุขสันต์วันโสด หนังรักสุดฮา ปนความหลอน

Low Season สุขสันต์วันโสด หนังรักตลก แอบหลอน
เริ่มด้วยตัวละครหลักของเรื่อง พุธ นำแสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ และ หลิน นำแสดงโดย พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร พร้อมเหล่านักแสดงชื่อดังทั้ง นุ่น รับบทโดย โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร , วิทยา รับบทโดย นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์ รวมถึง พี่กะเร รับบทโดย เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย

รีวิวหนัง Low Season สุขสันต์วันโสด หนังรักสุดฮา ปนความหลอน

บทบาทการแสดงของทุกคนทำออกมาได้ดีเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงตัวหนังยังมีหลากอารมณ์ปะปนกันไปทั้ง หนังตลก หนังเศร้า หนังผี รวมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ทำให้ หนังรักตลก เรื่องนี้ออกมาสนุกและน่าสนใจอย่างมาก

ตัวหนังเล่าถึงตัวละครหลักอย่าง หลิน ที่เพิ่งอกหักที่ได้ตัดสินใจออกเดินทางมายังสถานที่ที่เธอเคยมาเที่ยวกันอดีตแฟนเก่า ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นนักร้องชื่อดังจนทำให้ความสัมพันธ์ของเธอและแฟนหายไปและกลายเป็นอดีตในที่สุด

และการเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้เธอมาพบกับ พุธ นักเขียนบทหนุ่มที่อกหักจากความรักมานับครั้งไม่ถ้วน และด้วยบรรยากาศที่พาไปและสถานการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนต้องใกล้ชิดกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไป

แต่สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ หลิน เธอกลับความสามารถพิเศษสุดแปลกนั่นคือการมองเห็นผี และสิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความรักของเธอกับอดีตแฟนต้องจบลงไป
แม้จะดูเป็นเรื่องที่เลวร้าย แต่เมื่อ หลิน ได้เจอกับคนที่เข้าใจและทำให้เธอรู้สึกดีมากยิ่งขึ้น จึงทำให้นี่เป็นจุดเปลี่ยนของเธอในที่สุด

แต่สิ่งที่น่าผิดหวังไปเล็กน้อยของหนังเรื่องนี้ในช่วงท้ายของเรา หนังตัดจบรวดเร็วเกินไปโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้นในการตัดจบ ทำให้หนังดูรวบรัดเกินไป แต่โดยรวมแล้วตัวหนังถือว่าทำออกมาดีและยังมีหลากอารมณ์ทั้งสนุก ตลก และยังแฝงความหลอนเอาไว้นิดๆ บอกเลยหนังเรื่องนี้ดีกว่าที่หลายคนคิดเอาไว้แน่นอน

ติดตาม ดูหนังแอคชั่น ดูหนังออนไลน์ ดูหนังฟรี ได้ที่ เว็บดูหนังออนไลน์ HD Movie2uFree

รีวิว มือปืน โลก / พระ / จัน 2

แนว: แอ็คชั่น | ตลก | ไทย

นำแสดง: ผดุง ทรงแสง, กรภพ จันทร์เจริญ, บริบูรณ์ จันทร์เรือง, ดาว ขำมิน, โจอี้ กาน่า, อุดม ทรงแสง, สมพงษ์ คุนาประถม, วีรยุทธิ์ นานช้า, วนิดา เติมธนาภรณ์, ดรุณี สุทธิพิทักษ์

กำกับ: ยุทธเลิศ สิปปภาค

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับหนังไทยระดับตำนานกำกับโดย ยุทธเลิศ สิปปภาค นำแสดงโดย ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง, ดาว ขำมิน, อี๊ด โปงลางสะออน และ บ่าววี โดยเรื่องราวในภาคนี้จะเป็นการเริ่มเรื่องราวด้วยตัวละครชุดใหม่ ถือเป็นการกลับมาในรอบเกือบ 18 ปี เลยทีเดียว

ณ เวลาในอนาคตได้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ แรงระเบิดได้ส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของ โลก บางส่วน ส่งผลให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็งอย่างฉับพลัน ประชากรหนาวตายหลายสิบล้านคนและ “กรุงเทพมหานคร” กลายสภาพเป็นเมืองน้ำแข็งอย่างที่ใครก็ไม่คาดคิดมาก่อน เหล่าผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ต่างทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด รวมไปถึง “คิด ไซเรนเซอร์” อดีตนักฆ่าหน้าหยก ผู้ช่ำชองในการฆ่าคนด้วยปืน ที่วันนี้สภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก

แต่เสือร้ายย่อมไม่สิ้นลายลงง่าย ๆ “คิด ไซเรนเซอร์” มีศิษย์รักผู้ที่เขาถ่ายทอดวิชามือสังหารให้ทุกอย่างคือ “โจ๊ก โซแบด” จนกลายมาเป็นนักฆ่าระดับแถวหน้าติดอันดับ 1 ใน 3 ของวงการและนอกจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ระบบเศรษฐกิจและการปกครองของรัฐยังล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า กรุงเทพ…อยู่ภายใต้ความวุ่นวายเมื่อกลุ่มต่อต้านรัฐฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจับมือร่วมกันหันมาเปิดสงครามกับรัฐบาลซึ่งในวันนี้ได้ขึ้นตรงต่อ “กองทัพกาขาว” ผู้ตั้งตนเป็นผู้ผดุงสันติเข้ามาดูแลความสงบให้กับ กรุงเทพ

แต่ภายใต้สันติที่กำลังผลิดอกออกผล ก็เกิดแผนสังหารลับ ๆ ขึ้นมา โดยมอบหมายให้กับ 3 มือสังหารระดับพระกาฬแห่งยุค โจ๊ก โซแบด มือปืนผู้มากับดวง แจ๊ส โซเด นักฆ่าผู้มากับเสียงเพลง และ เจ โซนาน่า จอมสังหารมือระเบิด โดยต่างก็ไม่ได้รับรู้ถึงภารกิจของกันและกัน ที่สำคัญดูเหมือนว่าเบื้องลึกเบื้องหลังการปฏิบัติการของทั้งสามมือสังหารนี้ จะมีความลับอันยิ่งใหญ่อะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ ความลับที่แม้แต่ทั้งสามคนเองก็ไม่เคยทราบมาก่อนแม้แต่นิดเดียว

รีวิว พจมาน สว่างคาตา

คนไทยยังไงก็ชอบดูหนังไทย มากกว่าหนังชาติอื่นๆ มหาชนคนรักหนัง รอดูได้หนังน่าจะเด่นปี 2020 มีหลายแนวหลากรส พจมานสว่างคาตา นำโดยนางเอกคุณภาพ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ตั้งใจมารั่วแรงมากระตุกต่อมฮา กำกับโดย พชร์ อานนท์ จะระเบิดความหรรษาโลกแตกได้มากแค่ไหน แพนเค้กเต็มที่อยู่แล้ว ทุ่มเทเกินร้อยให้กับทุกงานนะคะ

เรื่องย่อ

เรื่องราวสุดวายป่วงและสยองพองขนใน พจมาน สว่างคาตา เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พจมาน (โก๊ะตี๋ อารามบอย) สาวน้อยผู้เรียบร้อยน่ารักเดินทางจากบ้านนอกเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนหนังสือต่อตามความประสงค์ของบิดาที่สั่งไว้ก่อนเสียชีวิต โดยให้พจมานไปอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์บ้านดอกไม้ทองกับครอบครัวของหม่อมอัมราภาแพรวพรรณนารายณ์พรรณาโวหารสมานจิต (จาตุรงค์ โพธาราม) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหม่อมป้า

และแล้วเมื่อพจมานเดินย่างกรายเข้ามาอยู่ที่บ้านดอกไม้ทอง เธอก็ได้พบกับ เบ้อเริ่มเทิ่ม (เอกชัย ศรีวิชัย), หญิงจิ๊ดริด (ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์), ชายน้อยหนึ่ง (วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย) ที่มีร่างกายพิการ ขาเป๋ ปากเบี้ยว และเหล่าบรรดาคนรับใช้ที่คอยกลั่นแกล้งพจมานสารพัด โดย แม่ช่อมณี (พชร์ อานนท์) หัวหน้าแม่บ้านซึ่งเป็นผู้กุมความลับสำคัญของบ้านดอกไม้ทอง 

เธอก้าวมาในบ้านอย่างที่ไม่คาดคิดว่าชีวิตของเธอนั้นกำลังตกอยู่ในในอันตราย! ทุกคนได้ร่วมกันวางแผนฆ่าพจมาน เพราะไม่อยากให้เธอมาแย่งมรดก แต่แผนการกลับล้มเหลวทุกคร้ัง จนกระทั่งจู่ๆ พจมานกลับลื่นตกบันไดลงไปตายเองต่อหน้าคนในบ้านเสียอย่างนั้น 

แต่แล้วท่ามกลางความสะใจและดีใจ หม่อมอัมราภาเพิ่งนึกได้ว่าพินัยกรรมจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อคนในตระกูลอยู่ครบ และพรุ่งนี้เป็นวันที่ ชายกลาง (ชาลี ไตรรัตน์) จะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ถ้าไม่มีพจมานก็จะไม่สามารถเปิดพินัยกรรมได้ ว่าแล้วแม่ช่อมณี หัวหน้าแม่บ้าน ได้แนะนำสาวสวยคนหนึ่ง (เขมนิจ จามิกรณ์)ให้เข้ามาสวมรอยเป็นพจมาน โดยสัญญาว่าจะมอบเงินก้อนโตให้เธอเอาไปเป็นค่ารักษาพยาบาลแม่… ใช่แล้ว และนับตั้งแต่ที่สาวสวยนามแพนเค้กก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมภารกิจพิเศษ พร้อมๆ กับการต้องเผชิญหน้ากับผีพจมานตัวจริง! ที่คลั่งแค้นชนิดตั้งใจจะหลอกหลอนทุกคนในบ้านจนสว่างคาตา
ดูหนังออนไลน์ ดูหนังไทย ดูหนังเอเชีย ดูหนังฝรั่ง ดูหนังแอคชั่น