รีวิว พจมาน สว่างคาตา

คนไทยยังไงก็ชอบดูหนังไทย มากกว่าหนังชาติอื่นๆ มหาชนคนรักหนัง รอดูได้หนังน่าจะเด่นปี 2020 มีหลายแนวหลากรส พจมานสว่างคาตา นำโดยนางเอกคุณภาพ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ตั้งใจมารั่วแรงมากระตุกต่อมฮา กำกับโดย พชร์ อานนท์ จะระเบิดความหรรษาโลกแตกได้มากแค่ไหน แพนเค้กเต็มที่อยู่แล้ว ทุ่มเทเกินร้อยให้กับทุกงานนะคะ

เรื่องย่อ

เรื่องราวสุดวายป่วงและสยองพองขนใน พจมาน สว่างคาตา เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พจมาน (โก๊ะตี๋ อารามบอย) สาวน้อยผู้เรียบร้อยน่ารักเดินทางจากบ้านนอกเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนหนังสือต่อตามความประสงค์ของบิดาที่สั่งไว้ก่อนเสียชีวิต โดยให้พจมานไปอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์บ้านดอกไม้ทองกับครอบครัวของหม่อมอัมราภาแพรวพรรณนารายณ์พรรณาโวหารสมานจิต (จาตุรงค์ โพธาราม) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหม่อมป้า

และแล้วเมื่อพจมานเดินย่างกรายเข้ามาอยู่ที่บ้านดอกไม้ทอง เธอก็ได้พบกับ เบ้อเริ่มเทิ่ม (เอกชัย ศรีวิชัย), หญิงจิ๊ดริด (ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์), ชายน้อยหนึ่ง (วีรดิษฐ์ ศรีมาลัย) ที่มีร่างกายพิการ ขาเป๋ ปากเบี้ยว และเหล่าบรรดาคนรับใช้ที่คอยกลั่นแกล้งพจมานสารพัด โดย แม่ช่อมณี (พชร์ อานนท์) หัวหน้าแม่บ้านซึ่งเป็นผู้กุมความลับสำคัญของบ้านดอกไม้ทอง 

เธอก้าวมาในบ้านอย่างที่ไม่คาดคิดว่าชีวิตของเธอนั้นกำลังตกอยู่ในในอันตราย! ทุกคนได้ร่วมกันวางแผนฆ่าพจมาน เพราะไม่อยากให้เธอมาแย่งมรดก แต่แผนการกลับล้มเหลวทุกคร้ัง จนกระทั่งจู่ๆ พจมานกลับลื่นตกบันไดลงไปตายเองต่อหน้าคนในบ้านเสียอย่างนั้น 

แต่แล้วท่ามกลางความสะใจและดีใจ หม่อมอัมราภาเพิ่งนึกได้ว่าพินัยกรรมจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อคนในตระกูลอยู่ครบ และพรุ่งนี้เป็นวันที่ ชายกลาง (ชาลี ไตรรัตน์) จะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ถ้าไม่มีพจมานก็จะไม่สามารถเปิดพินัยกรรมได้ ว่าแล้วแม่ช่อมณี หัวหน้าแม่บ้าน ได้แนะนำสาวสวยคนหนึ่ง (เขมนิจ จามิกรณ์)ให้เข้ามาสวมรอยเป็นพจมาน โดยสัญญาว่าจะมอบเงินก้อนโตให้เธอเอาไปเป็นค่ารักษาพยาบาลแม่… ใช่แล้ว และนับตั้งแต่ที่สาวสวยนามแพนเค้กก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมภารกิจพิเศษ พร้อมๆ กับการต้องเผชิญหน้ากับผีพจมานตัวจริง! ที่คลั่งแค้นชนิดตั้งใจจะหลอกหลอนทุกคนในบ้านจนสว่างคาตา
ดูหนังออนไลน์ ดูหนังไทย ดูหนังเอเชีย ดูหนังฝรั่ง ดูหนังแอคชั่น

รีวิว ขุนพันธ์ 2

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ ขุนพันธ์ 2 ภาคต่อที่จะมาระเบิดความมันส์ให้ได้ชมกันอีกครั้ง แน่นอนว่าหนังก็ยังคงได้ผู้กำกับคนเดิม ก้องเกียรติ โขมศิริ มาสร้างความสนุกให้แฟนๆ ได้ชมกันอีกครั้ง พร้อมด้วยนักแสดงนำอย่าง อนันดา เอเวอร์ริงแฮม ในบทขุนพันธ์, เป้ อารักษ์ ในบทเสือใบ, ผู้พันเบิร์ด ในบทเสือฝ้าย และสองสาว ก้อย รัชวิน, แม็กกี้ อาภา ที่จะมีบทบาทสำคัญในเรื่องกับอีกหนึ่งหนุ่ม วุฒิ นันทวุฒิ ตัวร้ายคนใหม่ของจักรวาลขุนพันธ์

ขุนพันธ์ 2 ว่าด้วยเรื่องราวการกลับมาของ ขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจมือปราบจอมขมังเวทย์หนึ่งเดียว ที่พร้อมประชันหน้ากำราบที่สุดแห่งเสือภาคกลางที่โด่งดังในประวัติศาสตร์แฟ้มอาชญากรรมไทย ด้วยอาวุธ ด้วยอาคมแกร่งกล้า และด้วยความดี

หลังสร้างความมันส์ให้แฟนหนังอย่างจุใจในภาคแรกแล้ว ไม่นานเกินรอก็มีภาคต่อมาให้ชมกันแบบไม่ขาดตอนเลยทีเดียว สำหรับ ขุนพันธ์ 2 ที่ครั้งนี้ผู้กำกับ ก้องเกียรติ โขมศิริ ก็ยังคงใช้นักแสดงหลักชุดเดิมเพิ่มเติมคือตัวร้ายตัวใหม่ที่จะมาสร้างสีสันให้กับหนังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เสือฝ้าย หัวหน้าชุมเสือภาคกลาง และ อัศวิน ตำรวจหนุ่มไฟแรง ได้ว่าจัดเต็มชุดใหญ่กันเลยทีเดียว

บอกตามตรงว่าดูหน้าหนังขุนพันธ์ในภาคนี้นั้นดูดีกว่าภาคที่แล้วมาก ด้วยโปรดักชั่นงานสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ระเบิดภูเขาเผากระท่อมมาเต็ม งานภาพก็ดูดีแถมงานซีจีสเปเชียลเอกเอฟเฟกต์ก็ยังพัฒนาขึ้นมาก ในส่วนของบทก็ถือว่าทำออกมาค่อนข้างดีทีเดียว แม้บางช่วงอาจจะไม่ประติดประต่อแถมยังมีความตื้นเขิน แต่ด้วยงานแอคชั่นที่ทำออกมาได้มันส์สะใจ ประกอบกับวิชาอาคมต่างๆ ที่ตัวละครงัดออกมาสู้กันจึงพอกลบเรื่องของบทไปได้

ในส่วนของการแสดงของภาคนี้ หนุ่มอนันดา ก็ยังคงมาวินถ่ายทอดความเป็นนายตำรวจผู้ซื่อสัตย์ออกมาได้อย่างชัดเจน ผู้พันเบิร์ด ในบทเสือฝ้าย ก็ดูน่าเกรงขามสมกับเป็นหัวหน้าโจร แต่ดูเหมือนยังสลัดคราบคนดีจาก ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ออกไม่ได้ ทำให้ยังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นตัวร้าย

และไม่พูดถึงก็คงไม่ได้สำหรับบทบาทของ หนุ่มเป้ อารักษ์ ที่ดูเหมือนจะมีมิติมากที่สุด ด้วยการแสดงที่มีหลากหลายอารมณ์ ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของเขาที่ไม่ธรรมดา ด้วยความที่มีตัวละครสำคัญมากมาย จึงมีการเกลี่ยความสำคัญของตัวละครตัวอื่นๆ อย่างละเล็กละน้อย และดับฝันการเป็นตัวร้ายในภาคต่อของตัวละคร อัศวิน (รับบทโดย วุฒิ นันทวุฒิ) ที่มีทีท่าว่าจะไปต่อในภาคหน้าได้

แน่นอนว่านอกจากจะมีดีเรื่องงานแอคชั่นแล้ว หนังยังสะท้อนมุมมองทางสังคมและการเมืองออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น การใช้อำนาจไปในทางที่ผิดของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แถมยังมีการถ่ายทอดบทบาทของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเราออกมาได้อย่างคล้ายคลึงกันมาก

ขณะเดียวกันหนังก็ยังทำให้เราฉุกคิดเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตัวเองว่าแบบไหนที่ควรจะทำและทำแล้วมันถูกต้อง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่สัญชาติไทยที่มีดีและสนุกมากกว่าที่คิด หากได้รับการพัฒนามากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถทัดเทียมหนังซูเปอร์ฮีโร่ของต่างชาติได้เลย

รีวิว The Pool นรก 6 เมตร

สิ้นสุดการรอคอยแล้วสำหรับหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ The Pool นรก 6 เมตร การกลับมารับงานแสดงหนังอีกครั้งของ เคน ธีรเดช การรับเล่นหนังเป็นครั้งแรกของสาว เกรซ รัชย์ณมนทร์ และการกลับมาทำหน้าที่กำกับหนังอีกครั้งของผู้กำกับ พิง ลำพระเพลิง กับพล็อตเรื่องที่เล่นในสถานที่จำกัด แม้จะดูเหมือนง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ความท้าทายของหนังคือบทต้องดี อารมณ์ต้องได้ เนื้อเรื่องต้องเอาอยู่ The Pool นรก 6 เมตร จะสอบผ่านได้หรือไม่ เข้าไปติดอยู่ในสระน้ำเป็นเพื่อนพี่เคนพร้อมกันได้เลย

The Pool นรก 6 เมตร ว่าด้วยเรื่องราวของ เดย์ ที่เผลอนอนหลับอยู่บนแพยางบนสระว่ายน้ำ หลังจากที่ทำงานมาอย่างเหนื่อยล้า ทว่าเพื่อนของเขาได้เปิดระบบปล่อยน้ำในสระออก เมื่อเดย์ตื่นมาเขาจึงอยู่ในสระว่ายน้ำที่ระดับน้ำลดต่ำลงมาก และไม่สามารถปีนออกไปได้ ก้อย แฟนสาวมาหาเดย์แบบเซอร์ไพรส์ด้วยการกระโดดลงมา แต่พลาดท่าศีรษะฟาดกับที่กระโดดจนตกลงสระมาได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่น้ำในสระหายไป ทั้งคู่จึงต้องทำทุกวิถีทางในการเอาตัวรอดจากสระว่ายน้ำไปให้ได้ใน ขณะที่สัตว์ร้ายอย่างจระเข้ก็พร้อมจะสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าไม่ได้แสดงหนังมา 9 ปีแล้ว แต่พระหนุ่มตลอดกาล เคน ธีรเดช ก็กลับมาทำหน้าที่เป็นผู้แบกหนังทั้งเรื่องในฐานะพระเอกอีกครั้ง ความยาวของหนังราวหนึ่งชั่วโมงครึ่งนั้น แทบจะไม่มีซีนไหนเลยที่คนดูจะไม่เห็นผู้ชายคนนี้ ภายในสระอันเวิ้งว้างและแห้งแล้ง ถูกเติมเต็มด้วยเสน่ห์ ความสามารถทางการแสดง และการส่งอารมณ์ให้คนดูตลอดเวลา ยังดีที่ได้สาว เกรซ รัชย์ณมนทร์ มาช่วยเบรกสายตาของหนุ่ม ๆ ให้ได้เห็นความน่ารักชื่นตาชื่นใจได้บ้าง บอกได้เลยว่าแฟนคลับ เคน ธีรเดช ตัวจริง ไม่ควรพลาดชมในโรงหนังเป็นอย่างยิ่ง

ก็เป็นจริงดังว่าหาใช่การโฆษณาเกินจริงไม่ เคมีระหว่าง เคน ธีรเดช และ เกรซ รัชย์ณมนทร์ ส่งให้กันนั้นถือว่าสอบผ่านตามที่ผู้กำกับ พิง ลำพระเพลิง บอกไว้จริง ๆ ยิ่งสาวเกรซถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีเท่าไรก็ยิ่งทำให้คนดูเชื่อในสิ่งที่เธอกำลังแสดงได้ง่ายกว่านักแสดงหนังคนอื่น ๆ เพราะด้วยความสดใหม่ของสาวเกรซที่คอหนังไม่เคยได้เห็นผลงานมาก่อนก็ทำให้คอหนังพร้อมจะคล้อยตามไปกับเธอได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของจระเข้นั้นก็ถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจ อย่างที่รู้กันมาก่อนหน้านี้แล้วว่าในหนังจะใช้จระเข้ตัวจริง จระเข้ปลอม รวมถึงการใช้จระเข้ที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์กราฟิก ความเนียนของจระเข้ที่เห็นในหนังนั้นเกินกว่าที่คาดไปมาก จระเข้เนียนมาก เรียกได้ว่าเทคนิคพิเศษของวงการหนังบ้านเราใกล้เคียงระดับโลกมากขึ้นไปทุกทีแล้ว แม้ว่าจะมีบางจุดที่พอจะสังเกตเห็นได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ด้วยความตื่นเต้นและความระทึกของหนังก็ไม่ทำให้อารมณ์สะดุดแต่อย่างใด

แม้ว่าหน้าหนังจะพูดถึงอุปสรรคชิ้นใหญ่ให้คนดูรู้ล่วงหน้าไปแล้ว อย่างการลงไปอยู่ในสระน้ำที่ไม่มีน้ำและสูงถึง 6 เมตร ที่ไม่มีบันได สภาพแวดล้อมทั้งฝนทั้งแดด ไร้ซึ่งเสบียงอาหาร สภาพจิตใจที่ย่ำแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ ท่อน้ำ และจระเข้ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ไม่ได้ลดทอนความลุ้นระทึกของหนังลงไปได้เลย

พิง ลำพระเพลิง เสมือนผู้เล่นเกมซิมส์ได้เนรมิตสรรค์สร้างความลำบากยากเข็ญและอภิมหาความโชคร้ายทั้งมวลที่จะเกิดขึ้นได้ให้กับหนังตลอดเวลา และพยายามคิดไปพร้อมกับตัวละครที่เสมือนหนึ่งเป็นชาวซิมส์ว่าจะแก้ปัญหาฟันฝ่าความยากลำบากตรงหน้าอย่างไร

หากใครโดนสปอยล์ตอนจบของหนังไปแล้วก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลว่าจะดูหนังสนุกหรือไม่สนุก เพราะการรู้ตอนจบไปมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่หนังพยายามเล่าเรื่องระหว่างทางผ่านสองตัวละครที่พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต สะท้อนออกมาเป็นแง่คิดต่าง ๆ ให้ผู้ชมแต่ละคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกันได้ตกผลึก และกลายเป็นบทเรียนสำคัญให้กับตัวเองได้

กล่าวโดยสรุปแล้วหนัง The Pool นรก 6 เมตร คงเป็นมาสเตอร์พีซผลงานชิ้นโบแดงขึ้นหิ้งอีกหนึ่งชิ้นของผู้กำกับ พิง ลำพระเพลิง ที่ทำผลงานได้สมกับความตั้งใจที่อยากจะทำมานานหลายปี และเมื่อเขาได้โอกาสที่จะรังสรรค์เรื่องราวในจินตนาการของตัวเองลงบนแผ่นฟิล์มภายใต้ชายคาค่าย T Moment แล้ว

พิง ลำพระเพลิง ไม่ลังเลที่จะจัดเต็มใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปในฉากแต่ละฉากอย่างสุดความสามารถสมกับที่เขารอคอยมานาน ไม่รู้ว่าหลังจากที่หนังเข้าฉายจะถูกใจผู้ชมมากน้อยแค่ไหน แต่โดยส่วนตัวแล้ว The Pool นรก 6 เมตร เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นหนังไทยที่คนส่วนใหญ่แนะนำผ่านปากต่อปากมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้เลย

รีวิว Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกที่เข้าฉายปลายปีต้อนรับลมหนาวเลยทีเดียว สำหรับ Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ผลงานการกำกับของ ซ้ง ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ และ เจ๋ง ถิรกร ปิยธรรมชัย จากค่ายหนังน้องใหม่ ณวลาร์ท นิมิต ของ เป๊ป ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม ที่ผันมาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ครั้งแรก หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการโทรทัศน์ไทยมานาน โดยหนังยังได้ 3 นักแสดง เต้ย จรินทร์พร, บอย ปกรณ์ และ หลุยส์ สก๊อต มาถ่ายทอดเรื่องราวความรักในครั้งนี้

Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ว่าด้วยเรื่องราวของ ฟ้า ผู้หญิงที่เคยผิดหวังกับความรักและคำว่า พรหมลิขิต กำลังตามแก้เผ็ดเหล่าแฟนเก่าที่ทำให้เธอต้องผิดหวัง แต่นั่นกลับทำให้เธอเผลอรั่วและได้พบกับ เซน ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ ที่เหมือนกับโชคชะตาดึงดูดให้ทั้งสองคนมาพบกัน เมื่อเวลาผ่านไปฟ้าวางแผนกับเพื่อนๆ ว่าจะไปเที่ยวเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดยมี เต้ นักบินสุดหล่อเพื่อนสนิทที่แอบชอบและคอยดูแลฟ้ามาตลอด ตั้งใจว่าจะใช้เวลาพิชิตใจฟ้าให้ได้ในทริปนี้ ท่ามกลางแรงเชียร์ของเพื่อนๆ ที่อยากให้ทั้งคู่ลงเอยกัน

เมื่อแรงดึงดูดของโชคชะตา ทำให้ฟ้าและเซนได้มาเจอกันอีกครั้ง ฟ้าจะตัดสินใจยังไงเมื่อเกิดสงครามเดิมพันระหว่าง คนที่ทุ่มเทเพื่อเธอมาตลอดกับคนที่เหมือนเป็นแรงดึงดูดจากโชคชะตา คำถามจึงเกิดขึ้นในใจฟ้าว่าถ้าจะมีรักแท้เราต้องยอมแพ้หรือเอาชนะโชคชะตา สุดท้ายแล้วผู้หญิงที่ดูเหมือนจะสวยเลือกได้อย่างฟ้าจะเลือกใคร หรือจะขอครองความเป็นโสดต่อไป

นับว่า Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกเพียงเรื่องเดียวที่เข้าฉายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการได้นักแสดงมากฝีมือที่การันตีรางวัลมาหลายเวทีอย่าง เต้ย จรินทร์พร มาแสดงนำก็สร้างความอยากขึ้นมาได้มากโข ประกอบกับการได้เห็นสองหนุ่ม บอย ปกรณ์ และ หลุยส์ สก๊อต มาร่วมแสดงก็ยิ่งทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องบอกกันตามตรงว่าเมื่อได้ดูหนังแล้วมันไม่ได้ออกมาสนุกอย่างที่คิดไว้เลย

เริ่มกันตั้งแต่พล็อตเรื่องที่ก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรมากนัก ทั้งในเรื่องของรักสามเส้าเราสามคนที่มีให้เห็นกันในหนังรักหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะคำว่าพรหมลิขิตหรือความพยายามที่ใช้กันจนเกร่อ ทำให้ไม่สามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวต่างๆ ได้ รวมไปถึงการใช้ฉากหลังที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยในเรื่องนี้ใช้เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เป็นโลเคชั่นหลัก แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรกาศต่างๆ ล้วนสวยงามตามท้องเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนังสนุกขึ้นเลย

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เอานักแสดงมากฝีมืออย่าง เต้ย จรินทร์พร มาขาย ซึ่งบทบาทของเธอนั้นก็ถือเป็นตัวแบกรับทุกอย่างไว้ทั้งเรื่อง แม้จะมีหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนที่ทำให้เราเพลิดเพลินได้ไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าโดยภาพรวมของหนังยังคงมีความเป็นละครหลังข่าวสูงมาก ด้วยการดำเนินเรื่องรวดเร็ว ตัดกระชับเสียจนเราไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความโรแมนติก ประกอบกับการใช้นักแสดงที่มากเกินความจำเป็น เข้าใจว่าผู้สร้างต้องการให้มีความรักหลายๆ รูปแบบ แต่พอทำออกมาแล้วมันจึงทำให้ดูเยอะจนน่ารำคาญ

หากพูดกันตามตรงเมื่อได้ดูหนังจนจบจะพบว่าเรื่องราวใน Gravity Of Love ช่างมีความคล้ายคลึงซีรีส์เกาหลีในยุคแรกเริ่มที่มีความน้ำเน่าสุดๆ เรียกว่าเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องราวจะจบลงยังไง เอาเป็นว่าหากใครอยากลองพิสูจน์ก็คงไม่เสียหายอะไร เชื่อว่าผู้ชมน่าจะได้มุมมองที่ต่างกันออกไปไม่เหมือนกันแน่นอน

รีวิว ขุนบันลือ

เข้าฉายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ขุนบันลือ ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของ หม่ำ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หลังจากห่างหายไปนานกว่า 4 ปี นับจาก ทาสรักอสูร (2014) งานนี้ก็เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะสามารถทำรายได้เทียบเท่าผลงานของลูกสาว เอ็ม บุษราคัม จาก ส่มภัคเสี่ยน (2017) ในแนวตลกที่กวาดรายได้ทั่วประเทศทะลุ 100 ล้านบาทได้หรือไม่

ขุนบันลือ ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัย รศ.๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) เมื่อ ขุนบันลือ ได้รับมอบหมายให้ไปราชการที่เมืองเชียงราย แต่ขุนบันลือเองกลับกังวลใจ เพราะถูก มด ทาสหญิงที่ขุนบันลือแอบมีความสัมพันธ์ด้วยจับได้ว่าท่านขุนเคยมีซัมติงกับซัมวันที่เมืองเชียงรายมาก่อน รวมถึงความชุลมุนวุ่นรัก เมื่อเพื่อนรักของท่านขุนพาลูกสาวลูกชายมาฝากให้ช่วยดูแลระหว่างที่ไปราชการต่างประเทศ และทั้งคู่กลับมีเรื่องชอบพอกับบรรดาทาสในเรือนท่านขุนซะอีก เรื่องราวความรักระหว่างชนชั้นจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

เรียกว่าการกลับมากำกับและพ่วงตำแหน่งนักแสดงนำของ หม่ำ เพ็ชรทาย ครั้งนี้เรื่องราวของหนังก็ยังคงเป็นความตลกโปกฮาที่เป็นจุดขายของเจ้าตัวเหมือนเดิม คราวนี้ได้หยิบเอาเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับการนอกใจภรรยาไปมีเมียน้อยเชียงรายที่แก๊งตลกสามช่าอำกันจนหลายคิดว่าเป็นเรื่องจริงมาปรับเป็นบทภาพยนตร์หวังให้แฟนๆ ได้ฮากัน พร้อมด้วยการพาบรรดาคนในครอบครัวทั้งภรรยา ลูกชาย และน้องชายมาร่วมแสดง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้สร้างความสนุกเฮฮากันท้องคัดท้องแข็งได้มากอย่างที่คาดหวังไว้

ด้วยมุกตลกที่ปรากฏอยู่ในหนังนั้นไม่ได้มีความแปลกใหม่เลย ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นมุกเหล่านี้ในโชว์ตามรายการต่างๆ หรือภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ หม่ำ เพ็ชรทาย จังหวะในการตบส่งมุกรวมก็ดูธรรมดาสร้างเสียงฮาได้เพียงน้อยนิดพอได้ขำในลำคอ ในส่วนของพล็อตเรื่องที่ดูเหมือนจะน้ำเน่าอารมณ์คล้ายละครย้อนยุคสมัยก่อน แม้จะมีการแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเป็นช่วงๆ ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าสนใจมากขึ้น ดูๆ ไปก็แอบเบื่อเล็กน้อย และเชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันออกและมันก็ไม่สร้างเสน่ห์อย่างที่ควรจะเป็นเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งความหวังเพื่อที่จะไปสนุกเฮฮากับ ขุนบันลือ นั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร เหตุผลก็ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าหนังค่อนข้างจะซ้ำซาก แต่ถ้าไม่ได้คิดอะไรมากหวังดูเอาแค่เพลินๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะบางครั้งบางเรื่องราวก็อาจจะทำให้คนเราหัวเราะได้ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้

รีวิว ออนซอนเด หนังรอมคอมฉบับไทบ้านที่หวังเอาใจคนอีสาน

ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เข้าฉายในเดือนพฤษภาคมต้อนรับวันแรงงาน สำหรับ ออนซอนเด ผลงานการกำกับล่าสุดของ ธีรเดช สพันอยู่ ที่นักร้องร้อยล้านวิว เบิ้ล ปทุมราช ขอพ่วงตำแหน่งนักแสดงนำและผู้อำนวยการสร้างด้วยตัวเอง พร้อมกันนี้ยังได้พี่น้องนักร้องเลือดอีสานมาร่วมสร้างเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ มากมาย อาทิ ก้อง ห้วยไร่, แซ็ค ชุมแพ, ธัญญ่า อาร์สยาม และยังได้ แน็ก ชาลี โดดมาสมทบอีกด้วย

ออนซอนเด ว่าด้วยเรื่องราวของ ต่ง, รวย, อ๊อดแอ๊ด สามหนุ่มอีสานบ้านทุ่งวัยแตกพันธุ์ที่กำลังมองหาแม่พันธุ์ทีดีสำหรับชีวิตคู่ ต่งนั้นต้องการแม่พันธุ์ที่เพรียบพร้อมเลิศเลอเพอร์เฟกต์ จึงมองข้าม ดอกหญ้า สาวไทบ้านเดียวกันที่มอบหัวใจให้ต่งไปทั้งดวง แต่พอมี ยุทธ หนุ่มเมืองกรุงมาดเซอร์ นักอนุรักษ์ท้องถิ่นเข้ามาชอบดอกหญ้า ทำให้ต่งเริ่มไม่พอใจ ส่วนรวยก็ต้องการ มะลิ มาเป็นคู่ชีวิตที่จะดูแลกันและกันตลอดไปแต่กำแพงเงินตราที่ต่างชั้นเป็นขวางหนามกั้นกลาง

ดูเหมือนว่าจากกระแสหนังอีสานที่กำลังมาแรงและทำเงินได้ดีในสองสามปีหลังๆ มานี้ส่งผลให้หลายค่ายทยอยผลิตผลงานแนวนี้ออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะค่าย เอ็ม พิคเจอร์ส ที่ดูเหมือนว่าจะมาเอาดีสนับสนุนหนังไทยมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่รู้ว่า ออนซอนเด จะทำรายได้มากอย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ เพราะจากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาก็คล้ายกับว่าไม่ค่อยมีมุกให้เล่นมากนัก ออกจะซ้ำซากและจำเจไปไม่น้อย แต่จะว่าไปอาจจะเป็นม้ามืดทำรายได้หลายสิบล้านก็เป็นได้

ต้องบอกกันตามตรงว่าด้วยเรื่องราวของ ออนซอนเด นั้นไม่ได้มีความแตกต่างหรือแหวกแนวไปจากหนังอีสานเรื่องอื่นๆ ที่พยายามนำเสนอความเป็นไทบ้านออกมาให้แฟนๆ ได้ชม ทั้งเรื่องราวการใช้ชีวิต การปรับตัวให้เข้ายุคสมัย จนไปถึงเรื่องราวความรักสามเศร้า รักต่างชนชั้น ที่ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องที่ธรรมดาจนไม่ค่อยน่าสนใจ บางจุดก็ยืดเยื้อไปมาก บวกกับการแสดงของหลายๆ ตัวละครที่แข็งทื่อ ทั้งยังต้องพบกับบทบาทเดิมๆ ของนักแสดงนำ หนังจึงไม่ได้สร้างความประทับใจเท่าที่ควร

แต่ก็ใช่ว่าหนังจะไม่สนุกเลย เพราะก็มีหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนที่สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ผู้ชมได้เหมือนกัน ที่สำคัญหนังสร้างเรื่องราวความโรแมนติกคอมเมดี้หวังตีตลาดคนอีสานโดยเฉพาะ โดยเฉพาะความตลกกับการสนทนาแบบอีสาน หากเป็นคนภาคอื่นอาจจะต้องใช้เวลาในการเข้าใจการรับส่งมุกตลกเหมือนกัน อย่างไรก็ตามด้วยภาษาของหนังก็คงไม่ยากเกินกว่าจะเข้า

รีวิว รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน หนังโรแมนติกคอมเมดี้มีครบทุกรสชาติ

ถือว่าเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องล่าสุดของไทยที่เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ สำหรับ รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน จากผลงานการกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวเรื่องที่สองของ โจ้ วิรัตน์ เฮงคงดี ซึ่งเคยฝากเรื่องราวความสนุกสะท้อนชีวิตจริงในโลกการทำงานของมนุษย์เงินเดือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ใน ยอดมนุษยเงินเดือน (2012) ล่าสุดนี้เขาก็ยังนำเอาเรื่องราวส่วนหนึ่งจากการทำงานมาถ่ายทอดบนจอเงินอีกครั้ง เพียงแต่อาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับเรื่องแรก ซึ่งในเรื่องนี้ได้นำเสนอความรักเป็นแกนหลัก

รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กันระหว่างคนที่เชื่อในความรัก และคนที่ไม่เชื่อในความรัก แทน เป็นคนที่ไม่เชื่อในความรัก เนื่องจากมีประสบการณ์จากการถูกแฟนสาวของเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทำให้เขาต้องต่อสู้กับ จี๊ด ผู้ที่ตลอดเวลายังเชื่อ และศรัทธา ว่ารักแท้นั้นมีอยู่จริง แทนจึงได้ออกแบบกรมธรรม์ขึ้นมากรมธรรม์หนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคู่รักที่มาซื้อกรมธรรม์นี้ ภายใน 2 ปีไม่เลิกกัน รับเงินประกันคืนไปเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดอกเบี้ยอีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ทันที

แน่นอนว่าดูจากหน้าหนังแล้วคงไม่ยากที่จะเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะหนังก็ยังคงไม่ได้ฉีกแนวไปจากความโรแมนติกคอมเมดี้เหมือนเรื่องอื่นๆ เพียงแต่ได้มีการนำเสนอเรื่องกรมธรรม์ประกันความรักขึ้นมาเป็นกิมมิกให้น่าสนใจ ซึ่งถือทำออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้อยู่ในหลักความจริงที่จะเป็นไปได้เลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขของประกันนี้มีส่วนทำให้หนังน่าสนใจไม่น้อย เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้อยากรู้ต่อไปว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ในส่วนของความโรแมนติกคอมเมดี้นั้นก็ถือว่าสอบผ่าน หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนทำออกมาถูกจังหวะฮามาก แถมยังมีการพยายามไทอินรายการต่างๆ ของผู้กำกับเข้ามาให้มีสีสัน ซึ่งก็ถือทำออกมาได้ไม่น่าเกลียดแต่ก็ไม่ค่อยเข้ากันอย่างที่คิด เช่น รายการแร็ปเปอร์ที่พยายามเชื่อมโยงให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของนางเอก นอกจากนั้นต้องขอชื่นชมในส่วนของนักแสดงตัวประกอบที่นำเอาคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเข้ามาแบบพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย ไมแย่งซีนจนเกินไป

นอกเหนือไปจากเรื่องราวความสนุกสนานจากการเอาชนะกันแบบพ่อแง่แม่งอนของพระ-นางที่มีกลิ่นไอความเป็นเกาหลีมากๆ แล้ว (แน่นอนว่าหนังสร้างค่ายเกาหลี) ในส่วนของนักแสดงอย่าง ปั้นจั่น ปรมะ และ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ก็ดูเหมือนว่ามีเคมีเข้ากันดีมาก พระเอกก็ถ่ายทอดความเป็นผู้ชายเนิร์ดๆ ออกมาได้ดี ส่วนฝ่ายนางเอกก็น่ารักสดใสดูแล้วชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย

โดยรวมแล้วพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าหนังสนุกมีครบทุกรส ทั้งฮา เศร้า และซึ้ง ส่วนฉากเลิฟซีนก็มีมาบ้างประปราย แต่ก็อาจจะมีหลายๆ ส่วนที่มันยังดูขัดๆ ไม่สมจริงอยู่ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการสร้างอรรถรสจากความเป็นภาพยนตร์ให้ดูแล้วสนุก เชื่อว่าหากไม่ได้คิดอะไรมากหรือจริงจังไปกับความไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ จุดก็คงทำให้ดูหนังไม่สนุก เอาเป็นว่าใครอยากลองตีตั๋วเข้าไปชมก็ไม่เสียหายอะไร เพราะคุณภาพงานสร้างก็ไม่เสียชื่อเกาหลีอยู่แล้ว