รีวิว IP Man 4: The Finale ปิดตำนานยิปมันไว้ได้ด้วยมาตรฐานกับสเต็ปเรื่องราวเดิมๆ

IP Man 4: The Finale ภาคสุดท้ายของหนังกังฟูชื่อดังยิปมันกับมวยหย่งชุน ที่คราวนี้ลัดฟ้าไปอเมริกาหาลูกศิษย์คนดังบรู๊ซลี ที่กลายมาเป็นอาจารย์มวยจีนที่นี่ ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องเข้ามาขัดแย้งกับทหารอเมริกาที่ไม่ต้องการให้มวยจีนแทรกเข้ามาในแผ่นดินแห่งนี้

ภาคนี้เป็นภาคสุดของยิปมันจริง แบบไม่ต้องมีค้างคาอะไรกันอีก เพราะหนังเล่าช่วงเวลาสุดท้ายของยิปมันในขณะที่เขาได้รับการตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในลำคอที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ ซึ่งในขณะเดียวกันบรู๊ซลีลูกศิษย์คนดังของยิปมัน ได้ไปเปิดสอนมวยจีนในอเมริกาให้กับฝรั่ง และแปลตำราจีนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งนำความไม่พอใจมาสู่สมาคมชาวจีนหัวโบราณในอเมริกาที่ไม่อยากเผยแพร่กังฟูให้กับชาติตะวันตก แต่ยิปมันเลือกที่จะปกป้องเขา จนทำให้บรรดาอาจารย์มวยจีนในไชน่าทาวน์ไม่ยอมรับทั้งคู่

ไชน่าทาวน์

ในขณะเดียวกันลูกศิษย์ของบรู๊ซลีที่เป็นทหารก็กำลังมีปัญหากับการพยายามนำมวยจีนเข้าไปเป็นหนึ่งในหลักสูตรทหาร หลังครูฝึกคาราเต้ไม่ยอมรับจนกลายเป็นฝ่ายทหารตามมามีเรื่องถึงไซน่าทาวน์ ซึ่งยิปมันจำต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเพราะทนเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวจีนที่นี่ไม่ได้

ส่วนอีกด้านที่ฮ่องกง ลูกชายของเขาก็เกเรไม่ยอมเรียนหนังสือ ด้วยเหตุผลว่าอยากเดินตามรอยพ่อสอนกังฟู ด้วยความรักความชอบส่วนตัวจริงๆ แต่ยิปมันกลับไม่เห็นด้วยพยายามส่งให้เขามาเรียนที่อเมริกา จนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน

จะเห็นได้ว่าหนังภาคนี้เปิดเรื่องราวดราม่าไว้หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งอาจจะเพราะเปิดเรื่องมาก็เริ่มที่อาการมะเร็งของยิปมันก่อนเลยเพื่อทำให้ผู้ชมรู้ว่าพระเอกของเราไม่เหลือเวลามากอีกแล้วในชีวิต และด้วยความที่ยิปมันเป็นมะเร็งก็เป็นตัวบีบบังคับให้เรื่องราวในภาคนี้มีแอ็กชั่นที่น้อยลงกว่าภาคก่อนๆ ไม่ได้โลดโผนอะไรมากมาย แล้วใช้ดราม่าลากดำเนินเรื่องราวให้น่าติดตามแทน จากการที่อาจารย์มวยจีนคนอื่นที่ไม่ยอมรับในความคิดที่แตกต่างของยิปมันกับบรู๊ซลี ที่เน้นสอนแพร่หลายกังฟูให้กับทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติไหน จนทำให้ยิปมันต้องเข้าไปพิสูจน์ว่ากังฟูควรจะเปิดกว้างกว่านี้กับทั้งชาวจีนหัวโบราณและฝ่ายอเมริกัน โดยผสมเรื่องราวจริงในประวัติศาสตร์เข้าไปนิดหน่อยที่ว่าทหารอเมริกามีการนำกังฟูเข้ามาเป็นหลักสูตรฝึกสอนให้กับกองทัพด้วย

อีกจุดเรื่องราวดราม่าคือการที่เขากับลูกมีปัญหาไม่เข้าใจกัน การมาที่อเมริกาในครั้งนี้ก็เป็นความหวังดีของพ่อที่อยากให้ลูกไปได้ดีกว่าที่ตัวเองเป็นอยู่ แต่กลายเป็นว่าลูกชายไม่ยอมรับการกระทำของพ่อที่บีบให้เขาไปเรียนหนังสืออเมริกาโดยที่เขาบอกแล้วว่าไม่ชอบเรียนหนังสือ อยากเรียนกังฟู อยากเป็นอาจารย์มวยอย่างพ่อ ซึ่งกลายเป็นว่าที่อเมริกายิปมันกลับได้มาพบกับลูกสาวของหัวหน้าสมาคมไชน่าทาวน์ ที่ก็มีปัญหาแบบเดียวกันกับพ่อของตัวเองที่อยากให้ลูกสาวฝึกเรียนไทเก๊ก แต่เธอกลับชอบการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์มากกว่า ทำให้ยิปมันได้กลับมาหวนคิดว่าสิ่งที่พยายามให้ลูกมาเรียนต่างประเทศเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในความคิดของเขานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงหรือไม่?

Vanda Margraf
บทโยนา ลูกสาวของหัวหน้าสมาคมชาวจีนเล่นโดยลูกครึ่งจีนเยอรมัน Vanda Margraf ที่ผลงานในเรื่องนี้เป็นการแสดงครั้งแรกของเธอด้วย ติดตามผลงานเธอได้ที่ https://www.facebook.com/vandamargraf0618/

หนังปูเรื่องราวดราม่าสองฝั่งของโลก ผ่านความพยายามโทรกลับไปหาที่บ้านตรงเวลาทุกวันของยิปมัน เพียงเพื่อหวังจะได้คุยกับลูกชาย แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง มีเพียงบ็อบเพื่อนเก่าที่ยิปมันฝากดูแลลูกมารับสายแทนเท่านั้น ซึ่งบทนี้ก็เป็นนักแสดงเจ้าเก่า Kent Cheng ที่หน้าตาเหมือนบิ๊กป้อมอย่างกับฝาแฝด ทางทีมพากย์พันธมิตรก็แอบแซวเรื่องนาฬิกาเพื่อนให้พอขำๆ ไม่ได้มีตลกอะไรนอกเรื่องมาก ทำให้ดูเสียงพากย์ไทยได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอพากย์เพี้ยนนอกเรื่องจนเสียอารมณ์ครับ

Bob
Bob ตัวฮาโดยเสียงพากย์พันธมิตร

แม้ว่าหนังจะปูดราม่าเยอะกว่าฉากแอ็กชั่นก็ตาม แต่หนังก็ใส่ฉากต่อสู้ขนาดยาวมาทดแทน ซึ่งทุกฉากก็ยังดูสนุกตื่นเต้นสวยงามด้วยคิวบู๊จากการออกแบบของหยวนวูปิงเจ้าเก่า โดยคราวนี้แบ่งให้คิวบู๊ให้กับลูกศิษย์บรู๊ซลี ที่แสดงโดย “เฉิน กั๋วคุน“ ที่ก่อนนี้ก็ได้แสดงเป็นบรู๊ซลีมาแล้วเพราะหน้าตาเขาเหมือนมากในหนัง “บรู๊ซ ลี ตำนานนักสู้สะท้านโลก” (ดูได้ผ่านเน็ตฟลิกซ์คลิกที่นี่) สำหรับในเรื่องนี้เขาได้มีซีนแสดงฝีมือตามสไตล์บรู๊ซลียาวๆ จนครบอย่างหมัด 1 นิ้ว ท่ากระโดดเตะประจำตัว หรือการใช้กระบองสองท่อนอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ว่าน่าเสียดายที่ทำออกมาแค่ฉากเดียวแล้วจบเเลย หนังใช้ตัวบรู๊ซลีเพื่อมาเปิดเรื่องให้ยิปมันมาอเมริกาเท่านั้น ยังไม่ได้เข้ามาร่วมต่อสู้หลักในเรื่องราวภาคนี้ ซึ่งก่อนดูคาดหวังว่าจะได้เห็นเขากับยิปมันได้แสดงฉากบู๊ร่วมกัน กลายเป็นผิดหวังเหมือนกันที่หนังเปิดหน้ามาด้วยเรื่องบรู๊ซลี แต่กลับกันตัวบรู๊ซลีออกจากเรื่องราวหลักไปทั้งหมด ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่าเพื่อให้บทหลักยังคงอยู่ที่ยิปมันกับช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีสักฉากใส่มาให้แฟนๆ ได้สมใจบ้างก็ยังดีครับ แต่นี่ไม่มีเลยจริงๆ

บรู๊ซลี ip man 4
บรู๊ซลีใน ip man 4

ส่วนฉากการต่อสู้ที่เหลือก็คือของ ยิปมัน vs หัวหน้าสมาคมไชน่าทาวน์ ที่เป็นอาจารย์มวยไทเก๊ก กับยิปมัน vs ครูฝึกคาราเต้ให้ทหารอเมริกา 2 คนที่เป็นเหมือนลูกน้องกับบอสใหญ่ แล้วก็พยายามย้อนกลับไปให้เหมือนฉากการต่อสู้ในภาคแรกที่ดวลกับทหารญี่ปุ่นในค่ายที่ใช้คาราเต้เหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นฝรั่ง ซึ่งก็ออกมาดุดันโหดรุนแรงกว่า แต่ฉากไฟนอลสุดท้ายก็ยังไม่ถึงขั้นดุเดือดสวยงามประทับใจแบบที่ควรจะเป็นตามชื่อภาคนี้ แค่ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเท่าภาคหลังๆ ได้อยู่เท่านั้นครับ เรียกว่าไม่ผิดหวัง แต่ไม่ได้มากกว่าที่ไม่ได้หวังอะไรไว้กับยิปมันที่ดูเหมือนจะตันๆ มาตลอดในภาคหลังๆ ซึ่งถ้าเทียบกับภาคแยกสปินออฟ Master Z ที่กำกับโดยหยวนวูปิงเอง หนังภาคนั้นทำได้ดุเดือดสวยงามและประทับใจกว่าครับ

boss ip man 4
บอสใหญ่ของเรื่อง ฉากดวลกันในค่ายทหาร

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีฉากโชว์ฝีมือของตัวร้ายรองที่ออกโรงบู๊มากว่าตัวบอสซะอีก โดยในบทเป็นผู้ฝึกสอนทหารอเมริกาที่เล่นโดย Chris Collins ที่เป็นทหารเก่าอเมริกาแล้วมาฝึกศิลปะการต่อสู้ก่อนจะมาเป็นดาราอาชีพ ทำให้ฉากต่อสู้ของเขาดูสมจริง แล้วก็ได้ปะทะกับมวยจีนหลายสำนักในไชน่าทาวน์ ก่อนจะมาเจอกับยิปมันอีกที ซึ่งแม้จะดูดุเดือดน้อยกว่าตอนสู้กับบอส แต่ด้วยความที่ฉากนี้ยิงยาวกับการต่อสู้มวยจีนหลายสำนักก่อนถึงยิปมันเป็นตัวปิด ก็ทำให้เป็นฉากที่ดูโชว์ของได้มากกว่าแค่การตัวตัวกับบอสในตอนท้ายครับ

Chris Collins
บสอรองดวลกันในไชน่าทาวน์

บทสรุปสุดท้าย IP Man 4: The Finale

ยิปมัน 4 ยังรักษามาตรฐานภาคหลังๆ ไว้ได้ ทั้งดราม่าที่ช่วยเติมเต็มเรื่องราว ซึ่งคราวนี้มีเยอะกว่าเดิมสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นลึกมาก แค่มีหลายเรื่องเข้ามาในช่วงชีวิตสุดท้ายของยิปมัน ไปพร้อมกับฉากแอ็กชั่นไม่มากแต่พอดี แล้วก็ยิงยาวให้ได้ดูนานๆ ซึ่งก็ยังคงทำได้ตามมาตรฐานความสนุกมันส์แบบที่แฟนยิปมันพอใจ แต่ถ้าถามว่าประทับใจไหมกับภาคสุดท้ายก็ยังต้องบอกว่า “ไม่ครับ” เพราะหนังยังคงสูตรเดิมมากไปตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วการที่ใส่บรู๊ซลีมาเรียกคนดู แต่กลับไม่พาไปร่วมกับเรื่องราวหลังจากตอนแรกเลย ก็รู้ว่าทีมสร้างไม่อยากให้บทนี้เด่นขึ้นมาเสมอกับยิปมันจนเกินไป ซึ่งที่จริงเป็นอะไรที่แฟนๆ อยากเห็นมากกว่าครับ ทำเอาผิดหวังไปเลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วน่าจะส่งบทเด่นให้ไปต่อที่บรู๊ซลีได้จะสวยงามกว่าที่พามาเปิดเรื่องแล้วปิดไปเงียบๆ แบบนี้ครับ

รีวิว IP Man 4: The Finale ปิดตำนานยิปมันไว้ได้ด้วยมาตรฐานกับสเต็ปเรื่องราวเดิมๆ

รีวิวหนังจีน

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้

ไทบ้าน X BNK48

ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ คือภาพยนตร์แนวเซอร์เรียล คอเมดี้ ดราม่า เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 4 เดินเรื่องต่อจาก ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2 เพื่อการเปิดจักรวาลไทบ้าน ภาพยนตร์แนวคอเมดี้ ดราม่า ไทย-อีสาน กำกับโดย สุรศักดิ์ ป้องศร, ธิติ ศรีนวล เป็นภาพยนตร์ที่เป็นภาคเสริมของไทบ้าน โดยการร่วมมือกันระหว่าง ไอแอมฟิลม์ ค่ายภาพยนตร์ที่เคยสร้าง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า ที่สร้างความประทับใจให้กับคอหนังหลายคน รวมทั้งผมด้วย และเซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออแกไนเซอร์ ผู้สร้างไทบ้านเดอะซีรีส์ ซึ่งผมไม่ค่อยทราบรายละเอียดที่เอามาเล่าได้กับหนัง เพราะงั้น ผมจะขอใช้มุมมองของความเป็นหนังเดี่ยว ๆ ดีกว่าเพราะเอาเข้าจริง ๆ หนังก็ไม่ได้มีผลกับไทบ้านมากนัก แต่ก็จะทำให้เข้าใจคร่าว ๆ ล่ะกัน

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 1
ปัจจุบันแผนเปลี่ยนไปแล้วทั้งลำดับและเวลาของหนังในจักรวาล5555

ไทบ้านเดอะซีรีส์เกิดขึ้นจากทุนที่มีไม่มาก โดยกลุ่มคนไม่กี่คน ผู้กำกับที่เป็นวัยรุ่น แต่ด้วยความธรรมชาติไม่ปรุงแต่ง และแฝงถึงชีวิตของคน ซึ่งมีการไล่ระดับเรื่องราวขึ้นจากการเล่าเรื่องระดับปัจเจกบุคคลอย่างภาคแรกที่เน้นถึงความรักของจ่าลอด จนไปถึงภาคล่าสุดที่เล่าเรื่องของตัวละครแวดล้อมที่กว้างขึ้นจนทำรายได้ดีมาก ๆ ในฐานะหนังที่ไม่ได้มาจากค่ายดัง โดยหนังทั้งสามภาคที่คุณอาจจะอยากไปดู ก็จะมี ไทบ้านเดอะซีรีย์ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1 และ 2.2 และหนังในจักรวาลที่มีแผนอีกมากมายพอ ๆ กับมาร์เวลเลยล่ะครับ5555 เอาล่ะ ผมพูดมาแค่นี้ ทุกคนอาจจะทราบถึงกระแสคำวิจารณ์ที่ออกไปทางกลาง ๆ ลงไปทางแย่ ของผมจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการมาเจอกันของโลกที่ต่างกัน ระหว่างไอดอล และไทบ้านที่ฟังดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลย ทั้งวิถีชีวิตและสไตล์ที่แตกต่าง ผมเลยคิดว่านี่น่าจะเป็นหนังที่จะเป็นการเปิดประตูให้คนนอกได้เห็นความสามารถ และความเป็น BNK48 ของนักแสดงน้องใหม่ทั้ง 8 คนด้วย โดยเฉพาะเนยอ๊บ ๆ ที่ผมให้ความสนใจ รวมทั้งเพลงโดดดิด่งของที่ตอนนี้กำลังโดดไปทั่ว เรียกว่าแมสกว่าที่คิด ยิ่งมีสาว ๆ มากวักมือชวนไปเบิ่ง ยิ่งต้องไปเบิ่ง แต่ก่อนอื่น ต้องไปอ่านเรื่องย่อกันก่อน ซึ่งเป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากจะทำภาพยนตร์ที่จะทำให้วงลงไปถึงใจของคนดูฝั่งไทบ้าน และชาวอีสาน ซึ่งมันจะสำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้ตามความตั้งใจหรือเปล่านั้น มาอ่านเรื่องย่อกันก่อน

” ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ บอกเล่าเรื่องราวของโลกคู่ขนาน (โลกภาพยนตร์ไทบ้าน) วงบีเอ็นเคฟอร์ตี้เอตประสบปัญหาขาลงกับเพลงแปลที่เคยทำมา ผนวกกับเพลงลูกทุ่งได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ทางผู้บริหารตัดสินใจ ติดต่อ เจ๊ก้อง ห้วยไร่ นักร้อง โปรดิวเซอร์ ให้มาช่วยทำเพลงลูกทุ่งอีสานให้กับวง โดยให้เป็นโปรเจกต์ลับ ห้ามให้ใครรู้ แน่นอนว่าการเดินทางสู่เส้นทางดนตรีลูกทุ่งนั่นไม่ง่ายเลย เมื่อสมาชิกทั้งหมดที่ถูกคัดเลือกให้นั่น ไม่เคยเจอสภาพแบบชนบทมาก่อน และนั่นเองที่นำมาสู่ความวุ่นวาย และปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น ที่สมาชิกในวงอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังครั้งหนึ่งในชีวิต”

ภาพที่ถูกสร้างขึ้นใหม่

ไทบ้าน X BNK48

อยากให้ทุกคนที่ได้ดูหรือกำลังจะดู  ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ทำความเข้าใจก่อนว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 4 ในจักรวาลไทบ้านเดอะซีรีส์ ซึ่งเดินเรื่องต่อจาก ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2 แต่ไม่ต้องดูก็พอเข้าใจได้อยู่ แต่หนังจะไม่ปูอะไรเลยทั้งกับไทบ้านและบีเอ็นเค หนังจะปาฉากที่เหมือนแนะนำตัวแค่ผิว ๆ ก่อนจะใส่ประเด็นของเรื่องนั่นคือการทำเพลงอีสาน โดยการเดินทางไปที่ไทบ้านอาศัยอยู่ นั่นคือศรีษะเกษ จากนั้นก็จะปาฉากที่ทุกตัวละครพากันมีช่วงเวลาร่วมกัน บางตัวละครอาจจะมีเรื่องราวหน่อย ๆ เหมือนสารคดีปลอม ๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้คนได้เห็นการทำงาน เพราะตัวละครในเรื่องนั้น ก็คือตัวละครของหนัง ไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งการกระทำของตัวละครมันก็จะขัดใจคนดูก่อนเพื่อสร้างคอนฟลิกซ์และพัฒนาการเข้าไปทีหลัง หนังสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครซ้อนทับเข้าไปใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้ก้อง ห้วยไร่ เป็นกะเทย ให้เนย กานต์ธีรา เล่นเป็นคนเคร่งขรึม ตั้งใจ ซึ่งแท้จริงเธอเป็นคนร่าเริง เป็นต้น

เพราะงั้นบทของ  ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ จะออกแนวเป็นภาพยนตร์เซอร์เรียลกึ่งสารคดีแบบปลอม ๆ ดูไปก็อาจจะแหม่ง ๆ ในบางส่วน หรือดูไม่เมคเซนส์ โดยเฉพาะด้านของวง เหมือนเป็นการเขียนภาพบางอย่างที่ไม่มีในความเป็นจริง และคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะสถานการณ์ในเรื่อง บทของภาพยนตร์ก็เป็นไปตามเรื่องย่อแต่อาจจะมีพล็อตเสริมของตัวละครอื่น ๆ เข้ามาเพื่อทำให้หนังไม่เบาโหวงมากเกินไป ประเด็นของเรื่องที่ใช้ได้ในฐานะหนังที่พยายามจะสร้างความขัดแย้งให้กับตัวละคร

ความธรรมชาติ คือไทบ้าน

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 2

ตลอดเวลาสองชั่วโมง ใน ไทบ้าน X BNK48 เราจะได้เห็นการเล่าเรื่องแบบเน้นด้นสด ๆ ไม่มีบท บทมีเป็นให้รู้ว่ามี จะเล่าเรื่องอะไร แต่มีบ้างในบางช่วง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการทำอะไรที่เหมือนสารคดี เช่น การไปสัมผัสชีวิตแบบชนบท การไม่ชินกับสภาพที่ไกลจากที่เคยอยู่ หรือการมีฉากเหมือนตัวละครหัวเราะกับตัวเอง จนบางครั้งทำให้มันทำร้ายฝั่งบีเอ็นเคไปบ้าง โดยเฉพาะการพยายามใส่นิสัยที่แสนจะน่ารำคาญให้ในช่วงแรกของเรื่อง การประสานเสียงโวยวาย ซึ่งเข้าใจเพราะไม่งั้นเด็กพวกนี้จะไม่มีความแตกต่างพอ แต่พอดูไปเรื่อย ๆ เราก็จะเริ่มจะชินกับสิ่งที่หนังพยายามจะนำเสนอ เหมือนกับเรากำลังสำรวจความเป็นไทบ้านและรู้จักบีเอ็นเคไปพร้อม ๆ กัน คำว่า “ข้างนอกสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้” อาจจะเป็นการสื่อถึงคนดูทั้งในฝั่งไทบ้านและบีเอ็นเค ให้เปิดใจมาดูหนังเรื่องนี้ก็เป็นได้

การนำส่วนต่าง ๆ ของตัวละครที่เป็นทั้งข้อเสีย เห็นข้อดี ก่อนที่จะใช้มันขยี้ตัวละครในภายหลัง ซึ่งถือว่าพยายามปิดช่องโหว่ก่อน แล้วก็ดันสร้างมันขึ้นมาใหม่ให้ปมในฉากต่อไป ซึ่งหนังเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนจบ ไม่แปลกถ้าหนังจะได้รับการมองว่าเป็นหนังที่บทไม่ค่อยดี ซึ่งก็จริง แต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดที่ดูไม่ได้นะ เพราะ  ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ สามารถหยิบเอาแวดล้อมแบบไทบ้านมาใช้ได้อย่างลงตัว อาจจะไม่เป็นภาพใหญ่เท่าในภาคหลักก็ตาม

อมยิ้มน้อย ๆ น้ำตาซึมทีหลัง

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 3

พูดถึงไทบ้านแล้ว ไทบ้าน X BNK48 จะขาดมุกตลกไปก็คงไม่ได้ มุกในเรื่องถือว่ากล้อมแกล้มกำลังดี มีมุกในแบบคนอีสาน กับคำพูดออกมาให้ขำ ไม่มีคำหยาบแบบที่หนังไทยส่วนใหญ่เป็น คำพูดออกมาไม่ขัดหูมาก บางมุกก็ขำเบา ๆ บางมุกก็ขำก๊าก ยิ่งถ้าคนที่ดูไทบ้านมาก่อนจะอิน แต่คนทั่วไปก็พอจะสนุกกับมันได้ แต่อย่างที่รู้กัน ไทบ้านไม่ใช่หนังคอเมดี้ แต่มันยังแฝงด้วยประเด็นที่หนักมากจนจุก โดยเฉพาะดราม่าในช่วงกลางจนท้ายที่แหม่ง ๆ ไปนิด แต่ทำให้อึนพอสมควร ถ้าเป็นหนังของค่ายอื่น มันคงมีทางลงแบบอื่นที่สวยงามกว่า แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ เพราะมันคือประเด็นที่หนังพยายามจะสื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปตามความคาดหวัง ต่อให้มีความหวังมากแค่ไหนก็ตาม หรือแม้แต่การกระทำเพียงเล็ก ๆ สามารถสร้างผลกระทบให้ใหญ่หลวงขนาดไหน หรือ อย่าให้อะไรมาขัดขวางความฝัน หรือสิ่งที่เรารัก

ใครตัดต่อ?

ไทบ้าน X BNK48

ในส่วนของการตัดต่อของ  ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่ดี ไม่ดีมาก ฉากบางฉากตัดเร็วยังไม่ทันซึมซับอารมณ์ บางฉากก็ยืดซะเหลือเกิน กลายเป็นทำให้หนังที่เรื่อย ๆ อยู่แล้ว กลายเป็นเลื้อยไปเลย ยิ่งบวกกับบทที่ไม่ดีในการเล่าเรื่องแล้ว ยิ่งทำให้หนังลงไปในทางแย่ ดีที่การถ่ายภาพออกมามันสวยสมจริงได้อารมณ์ไทบ้านแบบที่คุ้นเคยเลยช่วยให้ดูอยู่ได้ แต่การตัดต่อนี่ปัญหาใหญ่กว่าบทอีกนะถ้าให้พูดจริง ๆ มันไม่ช่วยดึงอารมณ์ให้เรื่องพอจะอินสำหรับคนบางคน ยิ่งเป็นคนนอก มันจะเป็นหนังที่คุณอาจจะไม่เข้าใจอะไรวงเลย ถ้าเกิดคุณมีอคติอยู่แล้วในระดับนึง แต่ถ้าเกิดขึ้นตั้งใจดูโดยละวางอคติ คุณจะได้เห็นพัฒนาการตัวละครในเรื่องอยู่นะ

เพลงประกอบแบบไทบ้าน

ไทบ้าน X BNK48

อย่างที่ใครหลายคนได้ติดตามจะรู้ว่าทางบีเอ็นเคได้ปล่อยเพลงประกอบภาพยนตร์ ไทบ้าน X BNK48 ออกมาอย่าง “โดดดิด่ง” จนฮิตติดหู และเรียกคนเข้าไปดูได้บ้าง แต่แทนที่หนังจะทำแบบนั้น หนังกลับใช้มันเพื่อเป็นแค่ส่วนประกอบของเรื่อง โดยไปเน้นเพลงจากใจผู้สาวคนนี้ ทำเอาพลังเพลงของหนังที่ควรจะมีหายไปเลย ทำให้ดูหนังจบไม่ได้ช่วยโปรโมทเพลงเลย เรียกได้ว่ากั๊กเพลง ทางส่วนประกอบดนตรีประกอบไทบ้านนี่ล่ะ ซื่อ ๆ ง่าย ๆ แต่มีเพลงบรรเลงของสองเพลงประกอบอย่าง โดดดิด่ง กับ จากใจผู้สาวคนนี้คลอไป ซึ่งช่วยดึงอารมณ์หนังขึ้นมาให้ดี แม้จะถี่ไปนิดก็เถอะ แต่เสียงร้องของนักแสดงทุกคนคือเพราะจริง ๆ ทั้งแนวหมอลำ ทั้งก้อง ห่วยไร่ และแนวป๊อบของวงบีเอ็นเค ที่ช่วยให้หนังมีความน่าสนใจขึ้น แต่คงต้องรอหน่อย เพราะเพลงจากใจผู้สาวคนนี้จะปล่อยตามหนังทีหลัง แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน

การแสดงตามบทบาท กับ ปมของตัวละคร

ผมคงไม่พูดถึงไทบ้าน เพราะกลุ่มนั้นแสดงได้ดีแล้ว ไม่มีอะไรต้องพูด เพราะหนังสามภาคได้แสดงให้เห็นศักยภาพของคนกลุ่มนั้นแล้วเรียบร้อยในด้านของความเป็นธรรมชาติ แต่ผมต้องมาพูดถึงตัวละครใหม่ในจักรวาลอย่างก้อง ห้วยไร่ และสมาชิกของวงบีเอ็นเค ฟอร์ตี้เอต โดยจะไล่เป็นทีละคน

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 4
ไทบ้าน X BNK48

ก้อง ห้วยไร่ เล่นได้ไม่ขัดตา เป็นตัวช่วยตบมุก และตัวหลักเล่าเรื่องให้ฝั่งไทบ้านเชื่อมกับบีเอ็นเคได้ ซีนดราม่ามาน้อยแต่ดีมาก ๆ และทรงพลังนย  กานต์ธีรา วัชรทัศนกุล ต้องสวมบทเป็นคนเคร่งขรึม และอ่อนแอ หนังเอื้อให้เธอได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในบทน่ารัก และบทดราม่าที่ดี

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 5

แก้ว ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ บทนั้นไม่ไกลตัวมากนัก เพราะเป็นพี่ใหญ่ของวง คอยดูแลน้อง ๆ และช่วยในการเดินเรื่องร่วมกับก้อง ห้วยไร่ ออกมาทุกฉากสวยสะกดจอ ฉากดราม่าใช้สายตาสื่ออารมณ์ และปล่อยน้ำตาได้ดีมาก ๆ

ไทบ้าน X BNK48

โมบายล์ พิมรภัส บทไม่ไกลตัวเช่นกัน เล่นเป็นสาวติดเล่น แต่เมื่อได้รับแรงกระตุ้นก็ลุกขึ้นสู้ และตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุด ติดยังพูดไม่ชัด และเก้ ๆ กังบางช่วง เสียดายไม่ค่อยมีซีนอารมณ์

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 6

ปูเป้ จิรดาภา อินทจักร ตัวตบมุกของเรื่อง ออกมาเพื่อสร้างเรื่องให้อมยิ้ม ออกแต่ละทีขำตลอด ถือว่าเป็นตัวละครที่ทำให้เรื่องไม่ตึงเครียดไป ไหลลื่นกับตัวละครอื่น ๆ ได้

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 7

ไข่มุก วรัทยา ดีสมเลิศ ตัวละครที่เหมือนเป็นภาพสะท้อนเรื่องความจริง ทั้งเรื่องการถูกบูลลี่เพราะความเป็นตัวเอง และความเด๋อไม่รู้ประสีประสาที่อาจจะไม่เปล่งประกายเพราะบท แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดี ฉากพูดเกร็งไปหน่อย

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 8

น้ำใส พิชญาภา นาถา ตัวสร้างความขัดแย้งของเรื่อง ก่อนจะกลายมาเป็นตัวละครเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยความเป็นธรรมชาติและมุกเฉพาะตัว

รีวิว ไทบ้าน X BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ : ข้างนอกคือสิ่งใหม่ที่เราต้องเรียนรู้ 9

น้ำหนึ่ง มิลิน ดอกเทียน เซ็นเตอร์เพลงโดดดิด่ง อยู่ตามฉากให้เห็นอิริยาบถ แต่มีความสำคัญกับเรื่องนิดหน่อย แต่นอกจากความสวยสะดุดตาแล้ว ไม่มีอะไรให้เล่นเลย

ไทบ้าน X BNK48

ตาหวาน อิสราภา ธวัชภักดี น่าสงสารที่สุด ถ้าไม่มีฉากรวมสมาชิก คือจมหายไปจากจอเลย มีเพียงความสวยและธรรมชาติที่กลมกลืนกับผู้คนที่ทำให้เธอยังมีตัวตน

การแสดงของ ไทบ้าน X BNK48 จึงถือว่าไม่ได้มีอะไรว้าวมาก นอกจากตัวหลัก เพราะบทก็ไม่ค่อยมีอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าทั้งหมดไปฝึกการแสดงเพิ่ม คงลงงานแสดงได้แน่นอน แต่เฮียก้อง อยากเห็นเล่นหนังบ่อย ๆ แกมีความเป็นธรรมชาติ สื่ออารมณ์เก่ง อยากให้มีหนังดี ๆ สำหรับแกไว้เล่นเยอะ ส่วนหนังอย่ามองว่าใครมีแอร์ไทม์มากกว่า สมาชิกนี้น้อยกว่า มากกว่า เพราะนี่คือหนังของวง ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง อยู่ที่ว่าใครจะสำคัญกับเรื่องแค่นั้น

เปิดใจรับความแตกต่าง

ผมไม่รู้หรอกว่าคนที่ดู ไทบ้าน X BNK48 จบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโอตะ หรือ คนดูทั่วไปจะเกลียดหรือชอบเรื่องนี้หรือไม่ แต่ก็ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ไปชม เพราะผมมองว่าคุณได้ข้ามผ่านอคติที่ว่าไทบ้านเข้ากับบีเอ็นเคไม่ได้หรอก จริง ๆ ส่วนหนึ่งที่รู้สึกว่ามันยังไม่นัว กลมกล่อมเท่าที่คิด แต่มันก็ไม่เลวที่ได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ เผื่อเรื่องต่อไปจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ ผมเองก็เข้าใจแหล่ะว่าอะไรในวงมันไม่เอื้อให้หนังสามารถไปได้มาก แต่ก็แอบอยากให้มันดีขึ้นอีกหน่อย แค่นี้ก็ไกลจากที่เป็นมาพอแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วในฐานะที่ติดตามบีเอ็นเค และเป็นคนดูหนัง ก็มองว่าหนังยังห่างไกลคำว่าห่วยแบบที่คนว่าไว้มาก ๆ มันยังมีอะไรที่ทำงานกับเราหรือบางคนได้อยู่ ซึ่งผมก็ไม่กล้าแนะนำว่าคุณจะชอบมั้ย แต่ไปดูก็ถือว่าเป็นการเปิดรับปีใหม่อย่างปราศจากอคติและมีความสุขได้ครับ

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

Just Only Love เคยไหมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แต่เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนคู่รัก เคยไหมลงรักใครสักคนอย่างหัวปักหัวปำ อย่างหาเหตุผลไม่ได้

เคยไหมตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แต่เราก็ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนคู่รัก เคยไหมลงรักใครสักคนอย่างหัวปักหัวปำ อย่างหาเหตุผลไม่ได้ หรือเคยไหมรู้ว่าเขาไม่ได้มีใจ ก็ยังยืนยันที่จะรักเขาต่อไป

เรื่องราวพวกนี้อาจเป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ และบางคนก็เคยเจอมาในชีวิต เรื่องพวกนี้ถูกเล่าในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Just Only Love หนังรักหน่วงๆ ที่อาจทำให้เราไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีกว่า “รักคืออะไร”!?

เรื่องย่อ

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

Just Only Love หรือ 愛がなんだ (ไอ กะ นันดะ) เป็นเรื่องราวของ “เทรุโกะ ยามะดะ” (รับบทโดย Yukino Kishii) หญิงสาววัย 28 ปีคนหนึ่ง ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศในบริษัทแห่งหนึ่ง

เมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เธอได้พบรับกับ “มาโมรุ ทานากะ” (รับบทโดย Ryo Narita) ชายหนุ่มธรรมดา ทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ทั้งคู่เจอกันในงานแต่งงานของเพื่อน สิ่งเดียวที่ยามะดะรู้สึกสะดุดตาก็คือ มือที่ดูสวยเรียวยาวของเขา ถ้าให้ถามต่อว่าแล้วมีอะไรที่เธอชอบอีก ก็แทบจะไม่มีเลย แต่ก็มารู้ตัวอีกทีว่า หลงรักเขาอย่างเต็มหัวใจ

ทั้งคู่เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ทำทุกอย่างเหมือนที่คนรักทำต่อกัน แต่ถึงอย่างนั้นมาโมรุก็ไม่เคยเปิดเผยความในใจ ไม่เคยบอกว่าอยู่ในสถานะอะไร หรืออาจจะเรียกได้ว่า เขาไม่ได้รู้สึกว่ายามาดะคือคนรักด้วยซ้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งมาโมรุไปตกหลุมรัก “สุมิเระ” (โนริโกะ เอกุชิ) ผู้หญิงที่ยามาดะรู้สึกว่าก็ไม่ได้สวยอะไร ติดเหล้า ติดบุหรี่ ผอมแห้ง แต่ถึงอย่างนั้นมาโมรุก็รักผู้หญิงอย่างสุดหัวใจ กลายเป็นเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง แต่ถึงอย่างนั้นความรักก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังดำเนินต่อไปโดยไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน

สถานะที่ไม่มีชื่อเรียก

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกจะดูแบบแนวหน่วงๆ หน่อยค่ะ เปิดฉากมาคนดูอย่างเราก็รู้ได้ทันทีเลยว่า ยามาดะซังกำลังก้าวขาไปสู่ความรักอันแสนเจ็บปวดเข้าให้แล้ว ฉากแรกได้ฉายถึงตอนที่ยามาดะรีบออกไปหามาโมรุที่กำลังเป็นไข้ เธอไม่ลังเลที่จะรีบไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ รีบมาทำอาหารแสนอร่อย เฝ้าดูแลให้มาโมรุ แถมยังงทำความสะอาดห้องให้ด้วย

แต่สิ่งที่ยามาดะได้รับคือ การไล่ให้กลับบ้านไปเมื่อมาโมรุรู้สึกดีขึ้นแล้ว เรื่องราวเลยเล่าย้อนถึงอดีตเมื่อตอนที่ยามาดะเจอมาโมรุครั้งแรก จนเริ่มพูดคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้น ทำทุกอย่างเหมือนแฟนเลย แต่กลับมาคิดอีกทีก็ตอบไม่ได้ว่า “เรากำลังอยู่ในฐานะอะไร” แต่ยามาดะก็มีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก แม้ไม่รู้ว่าจุดที่เธอยืนอยู่มันคืออะไร และไม่รู้ด้วยว่าเธอสำคัญแค่ไหนสำหรับมาโมรุ

ไม่มีอะไรให้น่าชอบ แต่ฉันก็ชอบแบบนี้

เรื่องราวดำเนินต่อไปจนถึงขั้นที่ยามาดะเองก็สัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายคงไม่ได้มีใจให้ และยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อวันหนึ่งมาโมรุเรียกเธอไปเจอกับ “สุมิเระ” หญิงสาวที่มาโมรุมีใจให้ นั่นอาจเป็นความเจ็บปวดที่มากที่สุดในชีวิตยามะดะ ไม่มีคำบอกลา แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้ามันกลับเจ็บปวดยิ่งกว่าคำเป็นล้านคำ และมันยิ่งหน่วงเข้าไปอีกที่มาโมรุเองก็ไม่ยอมหยุดความสัมพันธ์วงจรประหลาดแบบนี้ ก็ยังไปมาหาสู่ ทำเป็นมีใจให้ยามาดะ

ส่วนยามาดะเองก็รู้อยู่แก่ใจ ก็เหมือนจะเดินออกจากความรักนี้ไม่ได้ พอมาลองนั่งนึกดูว่าชอบมาโมรุที่ตรงไหนก็หาคำตอบแถมไม่ได้เลย เจอแต่ข้อเสียมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่ไม่ได้หล่อมาก รูปร่างก็ผอมแหง ฐานะก็ไม่มั่นคง แถมเรียกนิสัยไม่ต้องพูดถึงเลย น่าจะขั้นติดลบ แต่ถึงอย่างนั้นยามาดะก็รักเขาอย่างสุดหัวใจ

“ไม่มีอะไรให้น่าชอบ แต่ฉันก็ชอบที่เขาเป็นแบบนี้”

น่าจะเหมือนกับฝั่งมาโมรุเหมือนกัน ที่ไม่ได้รู้สึกรักผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างยามาดะ แต่กลับรักผู้หญิงขั้วตรงข้ามอย่าง “สุมิเระ” อย่างสุดหัวใจ…

ไม่จำเป็นต้อง Move on

ความรักหน่วงๆ แบบนี้ก็ดำเนินมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมาโมรุก็ตัดสินใจที่จะชัดเจนกับความสัมพันธ์ ด้วยการนั่งจับเข่าคุยกันกับยามาดะอย่างตรงไปตรงมา และทำในสิ่งที่เขาควรจะทำมาตั้งนานแล้วก็คือ “เลิกเจอกัน” เถอะ ถ้าเราไม่ได้รักกันแบบคนรักเลย

แต่สิ่งที่ยามาดะทำกลับไม่ใช่แบบนั้น เธอกลับบอกไปว่า “เธอไม่เคยรักมาโมรุเลย” และเธอก็พยายามทำให้มาโมรุเชื่อจริงๆ ว่า เธอไม่ได้คิดอะไรมากกว่าเพื่อนจริงๆ เลยนะ การกระทำที่ตรงข้ามกับหัวใจ ที่บ่งบอกความรู้สึกแท้จริงให้คนดูเข้าใจอย่างจังว่า ยามาดะรักมาโมรุอย่างแท้จริง นั่นคือการโกหก เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ หลอกตัวเองเพื่อให้ยังอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

เป็นคนอื่นก็อาจจะแนะนำให้เธอ Move on ออกจากความสัมพันธ์นี้เถอะ มาโมรุเองก็เปิดทางให้ แต่ยามาดะก็เลือกที่จะไม่ทำตามกระแสนิยม หรือ Move on ไปไหน อาจเป็นเพราะว่า ไม่ว่าโลกจะเหวี่ยงอะไรมาก็ทดแทนความรักที่มีอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ มันอาจจะดีกว่า ถ้าได้เห็นเขามีความสุขพร้อมๆ กับเรายังไม่หายไปจากชีวิตเขา และเขายังไม่หลุดจากวงโคจรชีวิตเรา บางครั้งการ Move on ก็อาจเจ็บปวดกว่า “การไม่ถูกรัก”

แม้ตัวละครอย่างยามาดะซังจะชวนให้น่าหงุดหงิดปนสงสาร แต่ทุกอย่างที่ถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้สะท้อนเรื่องรางบางอย่างเกี่ยวกับความรักว่า บางทีมันก็ไม่ใช่ความรักระหว่างฉันและเธอ หรือรักแล้วต้องรักตอบ ความรักมันอาจมีหลายแง่มุม

อย่างเช่น การกระทำของยามาดะซังที่ดูแล้วอาจจะตั้งคำถากับเธอตลอดทั้งเรื่องเลยว่า ทำแบบนี้ทำไม แต่พอดูจบแล้ว มันอาจไม่มีเหตุผลอะไร มากไปกว่าคำว่า “ความรัก”…

Just Only Love ความรักที่ไม่จำเป็นต้อง Move on

รีวิวหนังญี่ปุ่น

รีวิว ขุนบันลือ

เข้าฉายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ ขุนบันลือ ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของ หม่ำ เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา หลังจากห่างหายไปนานกว่า 4 ปี นับจาก ทาสรักอสูร (2014) งานนี้ก็เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะสามารถทำรายได้เทียบเท่าผลงานของลูกสาว เอ็ม บุษราคัม จาก ส่มภัคเสี่ยน (2017) ในแนวตลกที่กวาดรายได้ทั่วประเทศทะลุ 100 ล้านบาทได้หรือไม่

ขุนบันลือ ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัย รศ.๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) เมื่อ ขุนบันลือ ได้รับมอบหมายให้ไปราชการที่เมืองเชียงราย แต่ขุนบันลือเองกลับกังวลใจ เพราะถูก มด ทาสหญิงที่ขุนบันลือแอบมีความสัมพันธ์ด้วยจับได้ว่าท่านขุนเคยมีซัมติงกับซัมวันที่เมืองเชียงรายมาก่อน รวมถึงความชุลมุนวุ่นรัก เมื่อเพื่อนรักของท่านขุนพาลูกสาวลูกชายมาฝากให้ช่วยดูแลระหว่างที่ไปราชการต่างประเทศ และทั้งคู่กลับมีเรื่องชอบพอกับบรรดาทาสในเรือนท่านขุนซะอีก เรื่องราวความรักระหว่างชนชั้นจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

เรียกว่าการกลับมากำกับและพ่วงตำแหน่งนักแสดงนำของ หม่ำ เพ็ชรทาย ครั้งนี้เรื่องราวของหนังก็ยังคงเป็นความตลกโปกฮาที่เป็นจุดขายของเจ้าตัวเหมือนเดิม คราวนี้ได้หยิบเอาเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับการนอกใจภรรยาไปมีเมียน้อยเชียงรายที่แก๊งตลกสามช่าอำกันจนหลายคิดว่าเป็นเรื่องจริงมาปรับเป็นบทภาพยนตร์หวังให้แฟนๆ ได้ฮากัน พร้อมด้วยการพาบรรดาคนในครอบครัวทั้งภรรยา ลูกชาย และน้องชายมาร่วมแสดง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้สร้างความสนุกเฮฮากันท้องคัดท้องแข็งได้มากอย่างที่คาดหวังไว้

ด้วยมุกตลกที่ปรากฏอยู่ในหนังนั้นไม่ได้มีความแปลกใหม่เลย ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นมุกเหล่านี้ในโชว์ตามรายการต่างๆ หรือภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของ หม่ำ เพ็ชรทาย จังหวะในการตบส่งมุกรวมก็ดูธรรมดาสร้างเสียงฮาได้เพียงน้อยนิดพอได้ขำในลำคอ ในส่วนของพล็อตเรื่องที่ดูเหมือนจะน้ำเน่าอารมณ์คล้ายละครย้อนยุคสมัยก่อน แม้จะมีการแทรกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาเป็นช่วงๆ ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าสนใจมากขึ้น ดูๆ ไปก็แอบเบื่อเล็กน้อย และเชื่อว่าหลายคนน่าจะเดากันออกและมันก็ไม่สร้างเสน่ห์อย่างที่ควรจะเป็นเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งความหวังเพื่อที่จะไปสนุกเฮฮากับ ขุนบันลือ นั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร เหตุผลก็ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าหนังค่อนข้างจะซ้ำซาก แต่ถ้าไม่ได้คิดอะไรมากหวังดูเอาแค่เพลินๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะบางครั้งบางเรื่องราวก็อาจจะทำให้คนเราหัวเราะได้ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้