Peninsula (2020) – เมืองซอมบี้

หนังว่าด้วยทหารรับจ้างกลุ่มนึงที่ต้องเดินทางกลับเข้าไปยังเกาหลี ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว เพื่อที่จะนำรถบรรทุกที่ขนเงินหลายล้านดอลลาร์ไว้ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อเกิดการผิดแผนขึ้น พวกเขาจึงต้องหาทางเอาตัวรอดออกมาจากแดนนรกแห่งนี้ให้ได้ไม่ว่าแผนจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

(source: IMDb)

หนังเปิดเรื่องมาเจ๋งมากครับ 10 นาทีแรกนี่คือตราตรึงมาก แต่เมื่อหนังพาเราเดินทางกลับสู่เมืองร้างเกาหลี มันก็กลายร่างเป็นแค่หนังแอ็คชั่นซอมบี้ดาดๆ ไปซะอย่างนั้น ซึ่งจริงๆ มันก็สนุกแหละ มันยังเป็นหนังที่ตอบโจทย์ในแง่ของความบันเทิงเต็มเปี่ยมไม่แพ้ภาคแรก (อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำเพราะมันเปลี่ยนโทนมาเป็นแอ็คชั่นเต็มสูบ) แต่ในแง่ของความทะเยอทะยาน ผมว่ามันท่าดีทีเหลวอะ
ตัวละคร การเดินเรื่อง หรือฉากเรียกน้ำตา มันไปไม่ถึงจุดที่ภาคแรกเคยทำไว้เลยสักนิด ตัวละครในเรื่องนี่ไม่ได้แย่เลยนะครับ แต่มันแทบไม่มีตัวละครไหนที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย มัน bland ไปหมดเลย หรือจะซีนดราม่าชวนน้ำตาไหลเองก็… เอาจริงๆ ชื่นชมคนทำหนังเกาหลีมากนะครับ เค้าตีดราม่าแตกมาก ทุกเรื่อง ทุกแนว ต่อให้จะบู๊ระห่ำแตกหรือฮาน้ำตาเล็ดแค่ไหน พี่เค้าหาวิธีก็ใส่ดราม่าเข้ามาได้เหมาะมาก แต่กับ Peninsula นี้ มันอยู่ในระดับที่เรียกว่า overdramatic ไปหน่อย ถ้าใครดูภาคแรกมาก่อน เรื่องนี้มันก็อีหรอบนั้นเลยครับ แต่คูณสาม… คูณจนเครื่องคิดเลขระเบิดไปเลย

(source: IMDb)

แต่ก็พอกล้อมแกล้มได้เพราะหนังยังดูสนุกมากๆ อยู่ และที่เค้าบอกว่าจะขายแอ็คชั่น พี่เค้าก็จัดให้ตามสัญญา หนังเลยอุดมไปด้วยฉากไล่ล่ายิงกันแบบ non-stop โดยเฉพาะการไล่ล่าด้วยรถยนต์นี่ชวนให้นึกถึง Fast & Furious อย่างที่ลือกันจริงๆ ด้วย ท้าทายกฎฟิสิกส์กันตู้มต้ามขนาดที่ว่าไอแซ็ก นิวตันมาเห็นต้องมีน้ำตาออกหูกันไปข้าง
ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่เอาชื่อ Train to Busan มาแปะ ผมอาจจะรู้สึกโอเคกับมันมากกว่านี้ก็ได้ แต่ด้วยความที่มันออกตัวเองเลยว่ากูเป็นภาคสองนะ แล้วผลลัพธ์มันต่างจากภาคแรกลิบลับ มันก็อดผิดหวังไม่ได้จริงๆ นะครับ แต่ถ้ามองในแง่ของหนัง standalone เรื่องนึง มันก็โอเคเลยแหละ
จริงๆ โปรแกรมหนังเข้าโรงช่วงนี้ซบเซามากนะครับ สงสารคนทำหนังมากๆ เลย ส่วนใหญ่ที่ฉายๆ อยู่นี้ก็ฟอร์มเล็กๆ ทั้งนั้น Peninsula นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลยล่ะครับถ้าใครอยากดูหนังฟอร์มโตสนุกๆ สักเรื่อง เอาใจช่วยคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นะครับ หวังมากๆ ว่าปัญหาในตอนนี้จะผ่านไปเร็วๆ ขอให้ทุกคนดูแลตัวเองมากๆ และสนุกกับการดูหนังนะครับ 😀
ปล. : จริงๆ เริ่มไม่อยากให้คะแนนแล้วครับ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการตีค่าของหนังเรื่องนั้นๆ แบบออกหน้าออกตาไปหน่อย แต่ก็มาคิดๆ ดูแล้วว่าทุกอย่างมันก็เป็นความเห็นส่วนตัวนี่นา ต่อให้เราจะให้ 1/10 หรือ 10/10 มันก็เป็นเกณฑ์ส่วนตัวของเราเอง เจตนาเราก็ไม่ได้จะตีค่าสิ่งๆ นึงด้วยตัวเลขอยู่แล้ว ใครคิดเห็นยังไงร่วมแสดงความคิดเห็นมาได้นะครับ 🙂
ปล. 2 : ผมดูแบบเสียงเกาหลีต้นฉบับเลยครับ ไม่ทราบว่าเสียงไทยเป็นยังไง แต่เท่าที่ถามจากเพื่อนหลายๆคนที่ไปดูมา บอกว่าใช้ได้เลยครับ ทีมพันธมิตรเจ้าเก่านี่แหละ
Score: 7/10Directed by: Yeon Sang-hoWritten by: Park Joo-suk & Yeon Sang-hoGenre: Action, Drama, HorrorRuntime: 114 mins 

รีวิว Double Worldมันส์โคตร ตัวเอกถอดเสื้อเก่ง!

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังจีนมันส์ๆ ไม่สนใจพล็อตเรื่องที่ต้องคิดเยอะให้ปวดหัว เปิด Netflix แล้วค้นหาหนังเรื่อง Double World รับรองได้เลยว่า 2 ชั่วโมงที่เสียไปจะไม่สูญเปล่า!

ผลงานหนังแอ็คชั่นแฟนตาซีเรื่อง Double World เป็นผลงานการกำกับของ เท็ดดี้ เฉิน หรือ เฉินเต๋อเซิน ซึ่งถ้าพูดชื่ออาจจะนึกไม่ออก แต่ถ้าบอกว่าเขาเคยกำกับหนังอย่างวิ่งระเบิดฟัด The Accidental Spy (2001) ที่นำแสดงโดยเฉินหลง หรือแกเองก็เคยนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังแอ็คชั่นโคตรระห่ำ ดำมหากาฬ Black Mask (1996) ที่นำแสดงโดยหลี่ เหลียน เจี๋ย เป็นต้น ดังนั้นรับประกันได้เลยว่าหนังจะต้องสนุกระเบิดระเบ้อ

Double World บอกเล่าเรื่องราวของแคว้นจ้าวและแคว้นเหยียนที่เคยทำสงครามกันเมื่อนานมาแล้ว แต่เมื่อศึกครั้งนั้นสงบลง แคว้นต่างๆก็เหมือนจะแยกจากกันเป็นเอกเทศจนเมื่อ เกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำให้ท่านราชครูได้ส่งสารออกไปยัง 8 แคว้นทั่วอาณาจักรเพื่อให้ส่งนักรบมากฝีมือเข้ามาร่วมประลองเพื่อชิงชัยตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นขึ้น ตงอี้หลง (เฮนรี่ หลิว) ฉู่หวน (ปีเตอร์ โฮ) และจิงกัง (เฉินฮาน หลิน) จะต้องรวมทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้าร่วมประลองในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนพรรคชิงหยวน

ระหว่างเข้าร่วมการประลองคนดูก็จะได้สนุกไปกับฉากแอ็คชั่นสุดอลังการตื่นตาตื่นใจเพราะบรรดาเมืองต่างๆที่ปรากฏอยู่ในเรื่องจัดได้ว่าแฟนตาซีจ๋าจนต้องร้องว้าวในงานออกแบบงานสร้างที่ซีจีและการดีไซน์ฉากที่น่าจะสร้างขึ้นในสตูดิโอเป็นหลัก ซึ่งผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน และถ้าหากได้ชมบนจอภาพยนตร์ใหญ่ๆดีกรีความอลังการเรียกได้ว่าไม่แพ้หนังบล็อกบัสเตอร์ฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

แน่นอนเมื่อหนังเทน้ำหนักให้ฉากแอ็คชั่น ฉากหลังของเหล่าตัวละครจึงแบนราบยิ่งกว่ากระดาษซับมัน ซึ่งที่มาที่ไปของตัวเอกอย่างตงอี้หลงที่เป็นเด็กกำพร้าในตอนต้นเรื่องนั้น คนดูก็ไม่ต้องเดาอะไรให้เหนื่อยเมื่อยสมอง เพราะหนังจีนที่ปูพล็อตแบบนี้มา มักจะพบว่าจริงๆแล้วตัวเองมีสายเลือดของผู้มีอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว!

ไม่ต้องไปสนใจเนื้อเรื่อง เอาเป็นว่าโฟกัสที่เหล่ากลุ่มตัวเอกทั้งสามคนเป็นพอ ว่าพวกเขาจะพาคนดูไปตะลุยด่านอะไรต่อ (มองแบบดูแคสเกมไปเลยครับ จะได้ไม่ต้องคิดเยอะ) ซึ่งฉากแอ็คชั่นในเรื่องก็เรียกได้ว่าดูสนุก ดูเพลิน ชอบความคิดสร้างสรรค์ในการดีไซน์ฉากต่างๆออกมา ทั้งที่มันก็เป็นพล็อตแบบเดิมๆ แต่ผู้กำกับก็ยังสามารถทำให้คนดูที่ผ่านตากับหนังสไตล์นี้มานับครั้งไม่ถ้วนเอนจอยไปกับมันได้ ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วตามสูตรหนังผจญภัย

ที่สำคัญนักแสดงในเรื่องนี้ขยันถอดเสื้อโชว์กล้ามกันเป็นว่าเล่น เอาเป็นว่าสาวๆที่คิดจะบอกผ่าน อาจจะต้องคิดใหม่นะครับ! 

รีวิว Double Worldมันส์โคตร ตัวเอกถอดเสื้อเก่ง!

รีวิวหนัง

รีวิว คำสาปสะพานเฮี้ยน : ผีระเบิดส้วม

คำสาปสะพานเฮี้ยน The Bridge Curse หนังผีสัญชาติไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในบ้านเกิดอย่างมากเพราะเข้าฉายหลังจากที่สถานการณ์โควิดในประเทศตัวเองคลี่คลายแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะลงสตรีมมิ่ง Netflix อย่างรวดเร็วและติดอันดับหนังยอดนิยมช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนบ้านเราชื่นชอบหนังแนวชวนหัวลุกกันเป็นทุนเดิม The Bridge Curse บอกเล่าเรื่องราวของตำนานสยองขวัญประจำมหาวิทยาลัยในไต้หวันที่ว่าด้วยบันไดอาถรรพ์ที่ทอดยาวที่สู่เนินเขาในป่า ในทุกเวลาเที่ยงคืนเชื่อกันว่าจะมีบันไดขั้นที่ 14 เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนาและถ้าหากใครหันหลังกลับไปมองที่ตีนสะพาน ก็จะต้องมีอันเป็นไปอย่างปริศนา

แน่นอนว่าเริ่มราวจะต้องดำเนินด้วยการที่มีนักศึกษาแก่นเซี้ยวที่เกิดอยากจะลองดี ท้าทายความเชื่อด้วยการจัดกิจกรรมพิสูจน์อาถรรพ์ดังกล่าว ไม่ทันไรเรื่องชวนขวัญผวาก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อเก้าอี้ที่พวกเขาวางไว้เฉยๆก็เกิดขยับได้ ก่อนที่บรรดานักศึกษากลุ่มนี้จะหนีเตลิดกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง

ว่ากันตามตรงตัวหนังเรียกได้ว่าเดินตามสูตรสำเร็จตามหนังวัยรุ่นหนีผี ตามแบบฉบับค่ายหนังไทยบ้านเราอย่างไฟว์สตาร์สร้างเป็นประจำ ส่วนคุณนายผีผมยาวที่ตามจองล้างจองผลาญเหล่านักศึกษาก็ดูหมกมุ่นกับการสิงและหลอกบรรดาผู้เคราะห์ร้ายในห้องส้วมเน่าๆอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อชายหนุ่มที่ถูกหลอกระหว่างนั่งเบ่งขี้! (เป็นการหลอกหลอนที่โหดร้ายเอาซะเหลือเกิน) น้องผู้หญิงผมสั้นที่บ้าถ่ายคลิปไม่เข้าเรื่องเข้าราวจนงานเข้า รู้ตัวอีกทีผีก็แทบจะกระชากหัวไปกิน!

แม้เราจะเข้าใจดีว่าหนังจะพยายามเชื่อมโยงวิธีการหลอกหลอนเข้ากับสาเหตุการตายของผีร้ายที่ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเป็นหลัก ซึ่งวิธีการครีเอทแต่ละฉากสำหรับเราดูไม่ค่อยจะน่ากลัวแต่ออกไปในโทนตลกเอาซะมากกว่า แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจตรรกะในการเอาชีวิตรอดของตัวละครที่เวลาสถานการณ์คับขัน พวกเขาก็จะดูเป็นห่วงพะวงสาละวนอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากกว่าจะวิ่งหนี หรือจริงๆหนังต้องการสะท้อนอุปนิสัยของวัยรุ่นในยุคปัจจุบันที่เสพย์ติดสมาร์ทโฟนก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน

ท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและเฉลยปมปริศนาผ่านการสืบสวนคดีของนักข่าวสาว (ที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาคู่ขนาน) สิ่งที่อยู่ในคำอธิบายก็ดูไม่เข้าท่าเข้าที และความพยายามที่จะเชื่อมโยงเส้นเวลาในแต่ละปีเช่นปี 2012 2016 และ 2020 ก็ดูเลอะเทอะและไม่ช่วยให้เราเข้าใจความอาถรรพ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย หรือความเป็นจริงอาจจะเป็นเป้าประสงค์ของตัวผู้กำกับที่ตั้งใจอยากจะเฉลยปมเหล่านี้กับภาคต่อที่จะตามมาในอนาคตก็เป็นได้