รีวิว What Happened To Mr Cha? ชาอินพโย | Netflix

ชาอินพโย (Cha In-pyo) ที่เกิด 14 ตุลาคม 2510 อายุปัจจุบัน 54 ปี เป็นดารารุ่นเก่าที่เคยโด่งดังมากในอดีต โด่งดังถึงขั้นคนในยุคนั้นเกิดอาการคลั่งไคล้ฟีเว่อร์ทำท่าประจำตัวส่ายนิ้วชี้ไปมาแบบเท่ๆ ของเขากัน ซึ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ตามหนังหรือซีรีส์เกาหลี หรือคนรุ่นหลังจะไม่รู้จักก็ไม่แปลกใจ เพราะเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็ทำมาล้อเลียนเสียดสีวงการดาราด้วยกันเอง ซึ่งประเทศไหนๆ ก็คงมีซุปตาร์แบบนี้กันทั้งนั้นแหละ เพราะเมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดของวงการแล้ว ก็ไม่อยากยอมรับว่าต้องตกมาจุดต่ำสุดได้เช่นกัน และตัวเรื่องเองก็มีอธิบายความเป็นมาของเขาให้ได้เห็นกัน นี่จึงเป็นหนังล้อเลียนดาราที่แม้คนดูไม่รู้จักก็เข้าใจเรื่องราวและสนุกกับความบ้าของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี

รีวิว What Happened to Mr Cha? ชาอินพโย หนังเกาหลีสุดฮา ตลกต่อเนื่องทั้งเรื่องไปจนจบในฉากเดียว! 1

ตัวหนังใช้เวลาช่วงต้นสั้นๆ แค่ 10 นาทีเพื่อปูให้คนดูรู้จักชาอินพโยแบบคร่าวๆ ทั้งจากงานหนังในอดีตกับฉากการถ่ายแบบปัจจุบันที่แสดงตัวตนของเขาออกมาว่าเป็นคนเนี๊ยบ รักษาภาพลักษณ์ดูดีทั้งภายนอกและภายในจิตใจที่เจ้าตัวย้ำเสมอว่า “จริงใจ” กับงานที่ทำ แม้จะผิดพลาดบ้าง แต่ทุ่มเทจริงใจให้กับมันก็พอ ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นอาการล้นๆ เกินปกติไปบ้างกับคนนอกที่มองมาที่เขา แต่เจ้าตัวก็ยืนยันมั่นใจว่าแนวทางที่ตัวเองเชื่อและพยายามรักษามาตลอดหลายสิบปีในวงการคือสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้ยังมีงานมีกินมีใช้อยู่ โดยมี “อารัม” เป็นผู้จัดการประจำตัวมานาน แต่เจ้าตัวก็ยังไม่วายถูกตำหนิจากนิสัยเนี๊ยบดูดีไปหมดของชาอินพโยอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ติดคำพูดขอโทษจนเป็นนิสัย โดยลึกๆ อยู่ข้างในเก็บงำเรื่องปัญหาของเจ้านายไว้อยู่ตลอด จนเมื่อเจ้านายดันพลาดซวยไปติดในซากอาคารที่ถล่มลงมากับน้องหมาที่ตัวเองพาไปเดินเล่น แล้วพยายามให้เขาช่วยโดยไม่แจ้งตำรวจหรือกู้ภัย เหตุเพราะเปลือยกายอยู่เลยกลัวเสียภาพลักษณ์ถ้าสื่อเอาไปลง ซึ่งทำไปทำมากลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนอารัมเองก็ไม่ไหวจะเคลียร์กับเจ้านายที่ไม่รู้ปัญหาของตัวเองแบบที่เห็น

รีวิว What Happened to Mr Cha? ชาอินพโย หนังเกาหลีสุดฮา ตลกต่อเนื่องทั้งเรื่องไปจนจบในฉากเดียว! 2
รีวิว What Happened to Mr Cha? ชาอินพโย หนังเกาหลีสุดฮา ตลกต่อเนื่องทั้งเรื่องไปจนจบในฉากเดียว! 3

รีวิว Double Worldมันส์โคตร ตัวเอกถอดเสื้อเก่ง!

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังจีนมันส์ๆ ไม่สนใจพล็อตเรื่องที่ต้องคิดเยอะให้ปวดหัว เปิด Netflix แล้วค้นหาหนังเรื่อง Double World รับรองได้เลยว่า 2 ชั่วโมงที่เสียไปจะไม่สูญเปล่า!

ผลงานหนังแอ็คชั่นแฟนตาซีเรื่อง Double World เป็นผลงานการกำกับของ เท็ดดี้ เฉิน หรือ เฉินเต๋อเซิน ซึ่งถ้าพูดชื่ออาจจะนึกไม่ออก แต่ถ้าบอกว่าเขาเคยกำกับหนังอย่างวิ่งระเบิดฟัด The Accidental Spy (2001) ที่นำแสดงโดยเฉินหลง หรือแกเองก็เคยนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ให้กับหนังแอ็คชั่นโคตรระห่ำ ดำมหากาฬ Black Mask (1996) ที่นำแสดงโดยหลี่ เหลียน เจี๋ย เป็นต้น ดังนั้นรับประกันได้เลยว่าหนังจะต้องสนุกระเบิดระเบ้อ

Double World บอกเล่าเรื่องราวของแคว้นจ้าวและแคว้นเหยียนที่เคยทำสงครามกันเมื่อนานมาแล้ว แต่เมื่อศึกครั้งนั้นสงบลง แคว้นต่างๆก็เหมือนจะแยกจากกันเป็นเอกเทศจนเมื่อ เกิดเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ทำให้ท่านราชครูได้ส่งสารออกไปยัง 8 แคว้นทั่วอาณาจักรเพื่อให้ส่งนักรบมากฝีมือเข้ามาร่วมประลองเพื่อชิงชัยตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นขึ้น ตงอี้หลง (เฮนรี่ หลิว) ฉู่หวน (ปีเตอร์ โฮ) และจิงกัง (เฉินฮาน หลิน) จะต้องรวมทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้าร่วมประลองในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนพรรคชิงหยวน

ระหว่างเข้าร่วมการประลองคนดูก็จะได้สนุกไปกับฉากแอ็คชั่นสุดอลังการตื่นตาตื่นใจเพราะบรรดาเมืองต่างๆที่ปรากฏอยู่ในเรื่องจัดได้ว่าแฟนตาซีจ๋าจนต้องร้องว้าวในงานออกแบบงานสร้างที่ซีจีและการดีไซน์ฉากที่น่าจะสร้างขึ้นในสตูดิโอเป็นหลัก ซึ่งผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน และถ้าหากได้ชมบนจอภาพยนตร์ใหญ่ๆดีกรีความอลังการเรียกได้ว่าไม่แพ้หนังบล็อกบัสเตอร์ฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

แน่นอนเมื่อหนังเทน้ำหนักให้ฉากแอ็คชั่น ฉากหลังของเหล่าตัวละครจึงแบนราบยิ่งกว่ากระดาษซับมัน ซึ่งที่มาที่ไปของตัวเอกอย่างตงอี้หลงที่เป็นเด็กกำพร้าในตอนต้นเรื่องนั้น คนดูก็ไม่ต้องเดาอะไรให้เหนื่อยเมื่อยสมอง เพราะหนังจีนที่ปูพล็อตแบบนี้มา มักจะพบว่าจริงๆแล้วตัวเองมีสายเลือดของผู้มีอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว!

ไม่ต้องไปสนใจเนื้อเรื่อง เอาเป็นว่าโฟกัสที่เหล่ากลุ่มตัวเอกทั้งสามคนเป็นพอ ว่าพวกเขาจะพาคนดูไปตะลุยด่านอะไรต่อ (มองแบบดูแคสเกมไปเลยครับ จะได้ไม่ต้องคิดเยอะ) ซึ่งฉากแอ็คชั่นในเรื่องก็เรียกได้ว่าดูสนุก ดูเพลิน ชอบความคิดสร้างสรรค์ในการดีไซน์ฉากต่างๆออกมา ทั้งที่มันก็เป็นพล็อตแบบเดิมๆ แต่ผู้กำกับก็ยังสามารถทำให้คนดูที่ผ่านตากับหนังสไตล์นี้มานับครั้งไม่ถ้วนเอนจอยไปกับมันได้ ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วตามสูตรหนังผจญภัย

ที่สำคัญนักแสดงในเรื่องนี้ขยันถอดเสื้อโชว์กล้ามกันเป็นว่าเล่น เอาเป็นว่าสาวๆที่คิดจะบอกผ่าน อาจจะต้องคิดใหม่นะครับ! 

รีวิว Double Worldมันส์โคตร ตัวเอกถอดเสื้อเก่ง!

รีวิวหนัง

รีวิว คำสาปสะพานเฮี้ยน : ผีระเบิดส้วม

คำสาปสะพานเฮี้ยน The Bridge Curse หนังผีสัญชาติไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในบ้านเกิดอย่างมากเพราะเข้าฉายหลังจากที่สถานการณ์โควิดในประเทศตัวเองคลี่คลายแต่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเราเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะลงสตรีมมิ่ง Netflix อย่างรวดเร็วและติดอันดับหนังยอดนิยมช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนบ้านเราชื่นชอบหนังแนวชวนหัวลุกกันเป็นทุนเดิม The Bridge Curse บอกเล่าเรื่องราวของตำนานสยองขวัญประจำมหาวิทยาลัยในไต้หวันที่ว่าด้วยบันไดอาถรรพ์ที่ทอดยาวที่สู่เนินเขาในป่า ในทุกเวลาเที่ยงคืนเชื่อกันว่าจะมีบันไดขั้นที่ 14 เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนาและถ้าหากใครหันหลังกลับไปมองที่ตีนสะพาน ก็จะต้องมีอันเป็นไปอย่างปริศนา

แน่นอนว่าเริ่มราวจะต้องดำเนินด้วยการที่มีนักศึกษาแก่นเซี้ยวที่เกิดอยากจะลองดี ท้าทายความเชื่อด้วยการจัดกิจกรรมพิสูจน์อาถรรพ์ดังกล่าว ไม่ทันไรเรื่องชวนขวัญผวาก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อเก้าอี้ที่พวกเขาวางไว้เฉยๆก็เกิดขยับได้ ก่อนที่บรรดานักศึกษากลุ่มนี้จะหนีเตลิดกระเจิดกระเจิงกันไปคนละทิศคนละทาง

ว่ากันตามตรงตัวหนังเรียกได้ว่าเดินตามสูตรสำเร็จตามหนังวัยรุ่นหนีผี ตามแบบฉบับค่ายหนังไทยบ้านเราอย่างไฟว์สตาร์สร้างเป็นประจำ ส่วนคุณนายผีผมยาวที่ตามจองล้างจองผลาญเหล่านักศึกษาก็ดูหมกมุ่นกับการสิงและหลอกบรรดาผู้เคราะห์ร้ายในห้องส้วมเน่าๆอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อชายหนุ่มที่ถูกหลอกระหว่างนั่งเบ่งขี้! (เป็นการหลอกหลอนที่โหดร้ายเอาซะเหลือเกิน) น้องผู้หญิงผมสั้นที่บ้าถ่ายคลิปไม่เข้าเรื่องเข้าราวจนงานเข้า รู้ตัวอีกทีผีก็แทบจะกระชากหัวไปกิน!

แม้เราจะเข้าใจดีว่าหนังจะพยายามเชื่อมโยงวิธีการหลอกหลอนเข้ากับสาเหตุการตายของผีร้ายที่ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำเป็นหลัก ซึ่งวิธีการครีเอทแต่ละฉากสำหรับเราดูไม่ค่อยจะน่ากลัวแต่ออกไปในโทนตลกเอาซะมากกว่า แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจตรรกะในการเอาชีวิตรอดของตัวละครที่เวลาสถานการณ์คับขัน พวกเขาก็จะดูเป็นห่วงพะวงสาละวนอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากกว่าจะวิ่งหนี หรือจริงๆหนังต้องการสะท้อนอุปนิสัยของวัยรุ่นในยุคปัจจุบันที่เสพย์ติดสมาร์ทโฟนก็มีความเป็นไปได้อีกเช่นกัน

ท้ายที่สุดเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและเฉลยปมปริศนาผ่านการสืบสวนคดีของนักข่าวสาว (ที่ดำเนินอยู่ในช่วงเวลาคู่ขนาน) สิ่งที่อยู่ในคำอธิบายก็ดูไม่เข้าท่าเข้าที และความพยายามที่จะเชื่อมโยงเส้นเวลาในแต่ละปีเช่นปี 2012 2016 และ 2020 ก็ดูเลอะเทอะและไม่ช่วยให้เราเข้าใจความอาถรรพ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย หรือความเป็นจริงอาจจะเป็นเป้าประสงค์ของตัวผู้กำกับที่ตั้งใจอยากจะเฉลยปมเหล่านี้กับภาคต่อที่จะตามมาในอนาคตก็เป็นได้