Tokyo Sonata

Tokyo Sonata ในวันที่หัวใจซ่อนเจ็บ


ได้หนังเรื่องมาสักพักใหญ่แล้ว.. แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เปิดชมสักที วันนี้ได้โอกาสแล้ว กับภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องดู” เมื่อดูแล้วก็ต้องเล่าสู่กันฟังสินะ “Tokyo Sonata โตเกียวโซนาต้า” นั่นเอง

เสียงร่ำลือกันหนาหูจนตั้งความหวังเอาไว้ในใจ แต่เมื่อได้ดูกลับไม่พบว่า มันต่างจากที่ได้ตั้งไว้เท่าไหร่เลย นี่คือหนังญี่ปุ่นอีกเรื่องที่น่าดูและต้องดูจริงๆ

จะว่าไป การสร้างพล็อตนี่ บ้านเรายังไม่เคยพัฒนาจนใกล้เคียงกับชาตินี้เขาสักที บางเรื่องก็ทำให้เราอึ้งได้แม้ว่าโทนหนังจะดูหม่นสักเท่าใดก็ตาม หลายคนบอกว่า หนังญี่ปุ่นดูแล้วจะหลับ ก็มันเป็นหนังญี่ปุ่น หากคุณข้ามกำแพงนั้นมาได้เอง ก็จะพบหนังญี่ปุ่นน่าสนใจมากมายทีเดียว

ใครจะคิด ว่าคน 4 คนในครอบครัวเดียวกัน จะมีความแปลกแยกเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้ มันจะมีจริงหรือไม่คงไม่สำคัญ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันก็คงเป็นโศกนาฎกรรมแห่งชีวิตอย่างที่เห็นในหนังนั่นแหละ

ผู้เป็นพ่อ ที่เข้าใกล้สู่วัยเลขห้าในอีกไม่กี่ปีต้องตกงาน เสาหลักทางการเงินของครอบครัวโงนเงน การหางานใหม่สำหรับคนวัยนี้ดูจะริบหรี่หนทาง แต่ทำยังไงได้ การยอมรับความจริงไม่ได้ที่จะต้องบอกความจริงแก่คนในครอบครัวนำมาซึ่งทางตันในที่สุด เขาเลือกที่จะไม่บอกใคร ออกจากบ้านในชุดทำงานปกติ กลับบ้านเวลาเดิม เหมือนกับชีวิตยังปกติ แต่ทุกวันเขายังคงตะลอนออกหางาน และกินข้าวฟรีตามโรงทานประทังหิว

ผู้เป็นแม่ คือ แม่บ้านผู้ดูแลงานบ้านสาระพัด และคอยดูแลสุขทุกข์ของครอบครัว อยากได้รถเป็นของตัวเองก็ได้แต่เก็บความอยากนั้นเอาไว้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ใฝ่หาการเอาใจใส่ของสามีอยู่ไม่น้อย เธอคือผู้หญิง เพศผู้ละเอียดอ่อน เธอจะไม่เห็นสิ่งผิดปกติในตัวสามีเลยเชียวหรือ

ลูกชายคนโต ที่กลับบ้านไม่ค่อยเป็นเวลา บุคคลที่ได้เขาไม่ค่อยได้เห็นหน้ากลับเป็นพ่อตัวเอง ขณะที่ผู้แม่กลับพบเห็นทุกคน แต่คนละเวลากัน จู่ๆ วันหนึ่ง เขาก็มาขอให้พ่อแม่ช่วยเซ็นอนุญาตให้เขาไปเป็นทหารของอเมริกา

ส่วนลูกชายคนเล็ก ผู้มีอุปนิสัยค่อนข้างตรงไปตรงมา เป็นปริปักษ์กับอาจารย์คนหนึ่งในโรงเรียน แต่กลับพบว่าตนเองสนใจการเรียนเปียโน แม้พ่อจะยื่นคำขาดไม่อนุญาตให้เรียน แต่เขากลับเม้มเงินค่าอาหารกลางวันเพื่อไปเรียน แถมยังหยิบเอาคีย์บอร์ดเก่าๆ ที่เสียแล้วจากกองขยะมาแอบฝึกฝนเสียด้วย

พ่อตกงาน ลูกชายคนโตไปเป็นทหาร ลูกคนเล็กมีพรสวรรค์ทางดนตรี แม่เสียศูนย์เมื่อรู้ความจริงเข้าโดยบังเอิญ

สี่คนนี้อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน

หนึ่งในตัวอย่างของครอบครัวสมัยใหม่ สังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ความตึงของ “หลายสิ่ง” ส่งผลต่อ “ทุกสิ่ง” ในบ้าน พ่อที่ไม่ยอมสูญเสียอำนาจการปกครองในบ้าน ถึงกับไม่ยอมบอกเรื่องการตกงานกับคนในครอบครัวตัวเอง ยึดถือคำสั่งของตนขนาดไม่อ่อนข้อคืนคำ สังคมทุนนิยมที่ไม่เปิดให้คนได้หยุดพักหายใจ ทุกคนเฝ้าแต่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีเงิน ไม่มีงาน เราจะเอาอะไรกินกัน

ครอบครัวที่กำลังมาถึงวันใกล้แตกสลาย ต่างคนต่างกระเจิง และ “เตลิด” ไปไกลขึ้นเรื่อยๆ จนเราอาจมองไม่เห็นว่า มันจะลงเอยในสภาพเช่นใด

แต่.. ชีวิตจะมี “วันเริ่มต้นใหม่” ได้มั้ย?

หนังให้แง่คิดดีๆ ของการใช้ชีวิต เมื่อวันที่ชีวิตเดินมาถึงจุดเปลี่ยน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่บังเกิดจะหายไปได้ แสงสว่างเล็กๆ ที่เราเห็นไกลๆ อยู่ๆ พลันหายไป ความหวังหดหายไปด้วยหรือไม่ ถ้าแสงของวันใหม่มันยังมาถึงเราอีกครั้งได้ ชีวิตจะกลับมาสดใสได้อีกครั้งหรือไม่ ชอบที่แง่คิดไม่พอ หนังยังทำให้ผมชอบตรงที่ “การสื่อสาร” หนังไม่ได้พูดตรงๆ ในบางเรื่อง แต่สื่อให้เรารู้สึกได้แม้ไม่ต้องพูดจา น้ำตาพลันเอ่ออีกครั้งเมื่อถึงประโยคนี้

ฉากจบของหนังเรื่องนี้ช่างลึกซึ้งและทรงพลังยิ่งนัก

หนังแนะนำ